ออกตามหาวาฬบรูด้าที่บางตะบูน

ออกตามหาวาฬบรูด้าที่บางตะบูน

หลายๆคนคงได้ยินเรื่อง วาฬบรูด้า (Bryde’s whale) ที่เพิ่งเป็นข่าวไปเมื่อสองวันก่อนว่าเข้าอยู่ที่ แถวๆ ต.แหลมผักเบี้ย และ ต.บางตะบูน เพชรบุรี

เมื่อวาน (23 กย 53) ผมได้มีโอกาสตาม คุณนัท สุมนเตมีย์ กับ คุณก้อง บารมี เต็มบุญเกียรติ ไปลงเรือหางยาวนั่งตากแดด ตามหาวาฬบรูด้า (Bryde’s whale) กับทั้งสองท่านครับ เลยเอาเรื่อง เอารูปมาเล่ากัน

เริ่มทริปตอนตี 5กว่าๆ ออกจากกรุงเทพเดินทางไปจังหวัดเพชรบุรี ถึง บางตะบูนราวๆ เจ็ดโมงเช้า จากนั้นก็ลงเรือ หางยาว เพื่อเริ่มปฏิบัติการตามหาเจ้าวาฬกัน เริ่มแรกก็นั่งเรือกันด้วยความหวัง ทะเลวันนั้นเรียบ ไม่ค่อยมีลม ฟ้ามีเมฆบ้าง นั่งเรือกันตั้งแต่ 8 โมง ตากแดดเช้ารับวิตามินเคกันชื่นใจ เรือก็วิ่งออกห่างจากฝั่งไปเรื่อยๆ 9 โมง แดดเริ่มแรง คณะช่างภาพก็ช่วยกันสอดส่อง มองผ่านกล้องส่องทางไกล มองหาอะไรดำๆ บนผิวน้ำ เจอตอไม้ก็จ้องกันเอาเป็นเอาตายว่าใช่รึเปล่า เจอเกลียวคลื่นก็ตาโต นึกว่าวาฬพ่นน้ำ พอ 10 โมง อากาศเริ่มร้อนจัด ผ่านไปสองชั่วโมงยังไม่มีวี่แวววาฬใดๆ ไม่มีนกนางนวลบินวนให้เกิดความหวัง มาถึงเกือบเที่ยง ตัวก็ดำกันไปตามๆกัน จนตอนเที่ยงๆนิด คิดว่าหลายคนคงเริ่มปลงว่าไม่เจอแล้วล่ะ ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้น ตอนนั้นดูเหมือนว่าเรือลำข้างหน้าเราจะเห็นอะไรบางอย่าง ช่างภาพเริ่มยกกล้องตั้งท่ารอถ่าย เราก็ตื่นตัวกันช่วยกันมองหาตามผิวน้ำ แล้วผมก็เห็นพวยน้ำพุ่งขึ้นจากน้ำทางฝั่งขวาของเรือ พร้อมกับตะโกนว่า ทางขวาครับ ทันใดนั้นก็เห็นครีบหลังโผล่พ้นน้ำขึ้นมา 2 ครีบ โอ้ว พระเจ้าจอร์จ แต่พอได้เห็นครีบหลังเท่านั้นแหละ ผิดหวังกันทั้งเรือ เพราะมันเป็นโลมาปากขวด (คิดว่านะครับ ไต้ก๋ง บอกมาอีกที ไม่รู้ว่าเป็นพันธ์ุไหนแน่ๆ) ผมมารู้ทีหลังตอนกลับบ้านว่า หลังจากเห็นโลมา ปุ๊บ พี่นัทคิดแล้วว่าทริปนี้ แห้วแน่ๆ

พอทุกคนผิดหวังว่ามันไม่ใช่ วาฬ พี่ก้อง กับ พี่นัท ก็เริ่มงัดข้าวที่เมื่อเช้าซื้อตุนไว้ ขึ้นมาทานกัน ระหว่างพี่ๆ กำลังทานกันอยู่นั้น ผมก็สังเกตเห็น พวยน้ำสีขาวพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำที่ไกลๆ ลิบๆ แต่คราวนี้ไม่เล็กๆ เหมือนอันของโลมา คราวนี้มันพุ่งสูงพอสมควรเลย เรือเราก็เริ่มเร่งเครื่อง เดินหน้าตรงดิ่งไปทางทิศนั้น แล้วในที่สุดเราก็สมหวังจริงๆ ได้เจอ วาฬบรูด้า แต่ก็เห็นเฉพาะหลังมันตามจังหวะที่มันขึ้นมาหายใจ เป็นระยะ ระยะ ผมคาดว่าน่าจะมี 3 หรือ 4 ตัว โดยคู่นึงเป็นแม่ลูก แต่ไต้ก๋งเรือบอกว่ามีแค่สองตัว ยังไงก็ตามเราก็เริ่มถ่ายรูป วาฬไปเรื่อยๆ เรือก็เบาเครื่อง และ ดับเครื่องเป็นจังหวะๆ ไม่ให้เค้าตกใจ


   ครีบหลังของบรูด้าที่โผล่ออกมาทักทายกัน   

มีสิ่งนึงที่ประทับใจผม คือในระหว่างการถ่ายรูปนั้น มีเรือ 3 ลำอยู่ในบริเวณดังกล่าว เรือทุกๆลำก็ต้องอยากได้มุมภาพดีๆ และก็พยายามจะเข้าไปให้ใกล้วาฬให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ได้รูปที่ดีที่สุด แต่ พี่ก้อง จะคอยกำชับ และบอกทิศทางคนขับเรือของเราว่า อย่าไปเข้าไปในทิศทางที่จะบังเรือลำอื่นที่เข้าถ่ายรูปอยู่ ให้อ้อมด้านหลังเรือลำที่อยู่ข้างหน้า เพื่อไม่ไปตัดหน้าเค้า เรือของเราคอยตะโกนสั่งให้คนขับเรือดับเครื่องยนต์ทุกๆครั้งที่เริ่มเข้าใกล้วาฬ คอยกำชับเส้นทางไม่ให้ตัดหน้าทิศทางที่วาฬกำลังว่ายน้ำอยู่ คอยสอดส่องดูฝูงปลากะตัก พยายามไม่ไปผ่าฝูงอาหารของวาฬ

การเป็นช่างภาพที่ดีนั้น ต้องไม่ใช่สักแต่ถ่ายรูป หรือทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้รูปแต่คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง หรือจะไปกวนสัตว์ยังไงก็ช่าง

จุดที่เราเจอวาฬครั้งแรกในทริปนั้น อยู่ห่างจากจุดที่เราออกเรือมาประมาณ 25 กิโลเมตร ตัวที่เราตามอยู่นานๆ เป็นคู่แม่ลูก คู่นี้ครับ

ตอนที่เราตามดูอยู่นั้นจะสังเกตเห็นเหมือนกับว่า ตัวแม่จะคอยดันอยู่ด้านล่างของตัวลูก ตอนที่กำลังจะขึ้นมาหายใจ

หลังจากเจอครั้งแรกตอนเที่ยงกว่าๆ เราก็ถ่ายรูปกันกระหน่ำ ทุกๆคนก็คาดหวังว่า เราอาจจะได้เห็นมันกินข้าวเที่ยง แต่จนแล้วจนรอด สองแม่ลูกก็แค่ผลุบๆโผล่ๆ หายใจอยู่อย่างนั้น

เมื่อเจอวาฬความหวังก็เริ่มมากขึ้น ทีนี้เราก็อยากเห็นมันโผล่ขึ้นมากินอาหารบ้าง ระหว่างที่เราลอยลำถ่ายรูปอยู่นั้น ก็เริ่มสังเกตเห็นน้ำเดือดๆ โอ้วทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ คาดว่ามันต้องขึ้นมากินแน่ๆ แต่มันก็ยังคงว่ายไปมา ไม่ยอมกินสักที หลังจากที่มาดู log ใน gps ก็เห็นว่ามันว่ายวนเป็นวงกลม คาดว่ามันคงพยายามต้อนของกินมันให้เข้ามารวมกันเยอะๆก่อนกิน

และแล้ว จังหวะที่เรือทั้งสามลำที่อยู่บริเวณเดียวกัน ดับเครื่องลอยลำ คุณวาฬก็…

มันยกหัวขึ้นมา ค้างไว้ยังงั้นตั้งนาน ถ้าสังเกตรูปดีๆ จะเห็นปลากะตักเต็มปากเลย ระหว่างนี้ ผมได้ยินเสียงรัว shutter แชะ แชะ แชะ ถ้าเป็นสมัยฟิล์มคงหมดไปเกือบครึ่งม้วน แล้วมันก็ค่อยๆ ปิดปากช้าๆ พร้อมลดตัวลงน้ำอย่างนิ่มนวล ดูกันเต็มๆ ภาพนี้เป็นคนละครั้งกับภาพที่แล้วนะครับ กด continue เลย

แล้วครั้งหลังๆที่มันกิน ก็มีฝูงนกมาร่วมแจมด้วย นกพวกนี้จะมารอเก็บตกปลาที่ดิ้นหลุดจากปากของวาฬ

บางครั้งสองตัวแม่ลูกก็ขึ้นมางับเกือบพร้อมๆกัน แต่มันเหลื่อมกันแบบถ่ายไม่ได้อ่ะ ได้มาแค่นี้

เวลามันขึ้นจะเห็นเหนียงยานสีชมพูน่ารักมาก

แล้วพออิ่มหนำสำราญมันก็จากไป ใช้เวลากับแม่ลูกคู่นี้อยู่เกือบสองชั่วโมง กว่ามันจะไป

สรุปข้อมูลการเจอวาฬครั้งนี้
ออกจากปากอ่าวบางตะบูน ตอนประมาณ 8:00น. นั่งเรือออกจากฝั่งไปเกือบ 25 กิโลเมตร

เจอวาฬครั้งแรกตอนประมาณ 12:10 ที่พิกัด
N 13° 16′ 13.89″
E 100° 07′ 26.35″

ระหว่างนั้นวาฬก็ว่ายเป็นเส้นโค้งจน เราตามไปจนประมาณ 13:40น. พิกัด
N 13° 14′ 36.18″
E 100° 06′ 54.65″

   เอา GPS เส้นทางที่วิ่งมา plot ลงบน google earth ได้ดังนี้ครับ    

ทริปนี้ก็สำเร็จลงได้ด้วยความยินดีปรีดา โชคเข้าข้าง ทะเลเรียบ แดดดี มีเมฆเล็กน้อย


   เรือโยกตลอดเวลาบวกกับระยะไกล ทำให้การคุมกล้องสำหรับ vdo ลำบากมากๆ ครับ สังเกตุระดับแนวน้ำที่ไม่เท่ากันเลยซักรูป    

รูปทั้งหมดผมใช้กล้อง Canon 5DMkII ของพี่นัท ใส่เลนส์ Sigma 120-300mm f/2.8 ก็ของพี่นัท ถ่ายครับ (ยกเว้นรูปแรก) เกือบทุกรูปโดนผม crop กระจายครับ สำหรับคนบ้าเรื่องอุปกรณ์อาจจะอยากรู้ว่าทริปนี้เค้าเอาอะไรกันไปบ้างนะครับ เอาเท่าที่ผมเห็นเท่านั้นนะครับ เพราะยังมีส่วนที่อยู่ในกระเป๋าไม่ได้เอาออกมาใช้อีก

ทริปนี้ประกอบไปด้วย (มีคนถ่ายภาพ 4 คน รวมผมด้วยนะครับ)
Body ก็ตามนี้ครับ
Canon 1DMkIV
Canon 5DMkII
Canon 5DMkI
Canon 7D

ส่วน Lens ก็มี
Canon 300mm f/2.8
Canon 500mm f/4
Canon 70-200mm f/2.8 + Teleconverter 1.4
Sigma 120-300 f/2.8

รูปที่มาจากกล้องเทพเหล่านี้ด้วยฝีมือช่างภาพระดับประเทศ คงต้องรอดูจากคุณนัท กับ คุณบารมี ตามนิตยสารต่างๆ กันเองนะครับ อุปกรณ์บางส่วน Canon Thailand ให้ยืมมาครับ บางส่วนก็เป็นของส่วนตัวของพี่ๆ ส่วนผมไม่ได้เอาอะไรไปเลยครับ

เอาวิดีโอมาให้ดูกันด้วย เป็น clip ตอนวาฬกำลังกินปลากะตัก คลิปยาวประมาณ 14 วินาทีครับ

clip นี้ถ่ายด้วย 5DMkII ใส่ lens Sigma 120-300 f/2.8 ที่ 300mm ใช้มือ handheld เอา คลิปต้นฉบับสั่นเป็นเจ้าเข้า เพราะมือก็ไม่นิ่ง เรือก็โคลง แต่ได้คุณมีนใช้มายากลปรับแต่งให้จนภาพพอจะสามารถเอามาดูได้โดยไม่ปวดหัวครับ แต่มันก็แลกมากับความคมชัดที่ลดลง เพราะต้องครอบบางส่วนของแต่ละ frame ออกอ่ะครับ ยังไงก็ทนดูก็แล้วกันนะ ลองสังเกตดูตอนหลังจากที่มันงับแล้ว มันจะกลับขึ้นมาหายใจ ตอนนั้นปลาที่รอดกระโดดเต็มหลังมันเลยฮะ

ต้องขอบคุณพี่นัทด้วยนะครับที่โทรมาชวน ไม่งั้นคงไม่มีปัญญาออกไปเจอประสบการณ์ดีๆแบบนี้ครับ สำหรับใครที่คิดจะไปตามหาวาฬกันก็ขอให้โชคดีนะครับ เจอหลายๆตัวนะ วันนี้จบแล้วครับ

About the Author

เอ้ตั้งแต่เรียนเป็นสถาปนิกในมหาวิทยาลัยก็จับกล้องฟิล์มท่องเที่ยวมาตลอด เลยทำให้ค้นพบตัวเองว่าไม่สามารถทำงานนั่งโต๊ะในออฟฟิศได้ เลยเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นครูสอนดำน้ำ และอีกหลายๆ อย่างที่ไม่ต้องเข้างานในออฟฟิศ ถึงแม้ว่าสายอาชีพจะเปลี่ยนไปแต่เอ้ยังคงชอบจับกล้องท่องเที่ยว และไม่หยุดเรียนรู้ทฤษฎีการทำงานของกล้องและอุปกรณ์ในการถ่ายรูป

View all posts by เอ้

Share this: