เลือกใช้เลนส์อะไรดีถ่ายใต้น้ำ

เลือกใช้เลนส์อะไรดีถ่ายใต้น้ำ


คำถามสุดฮิตสำหรับคนที่เริ่มคิดจะเอากล้อง DSLR ลงน้ำ (รวมไปถึงกล้องอะไรก็ตามที่เปลี่ยนเลนส์ได้​)​ นอกเหนือไปจาก ใช้กล้องรุ่นไหนดี housing อะไรดี ก็คือ ใช้เลนส์อะไรถ่ายภาพใต้น้ำดี

คนถ่ายภาพใต้น้ำทุกคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า ถ่าย wide angle ถ่าย macro ซึ่งหลายๆคนคงสงสัยว่า ถ่ายรูปใต้น้ำทำไมถึงมีแค่ wide angle กับ macro เค้าไม่ถ่าย tele กันเหรอ ทำไมไม่เห็นมีใครใช้โคตรเลนส์ 400mm. f/2.8 ถ่ายใต้น้ำล่ะ มันหนักไปเหรอ ก่อนจะตอบกัน ก็ต้องมาทำความเข้าใจกับหลักการพื้นฐานในการถ่ายภาพใต้น้ำข้อนึงก่อน

การถ่ายภาพใต้น้ำนั้นมีสิ่งที่แตกต่างจากการถ่ายภาพบนบกอยู่เพียงอย่างเดียวคือ “น้ำ” แต่สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียวนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นการดูดซับแสงของน้ำ ทำให้สีสันใต้น้ำหายไป สารแขวนลอยที่อยู่ในน้ำที่ทำให้ภาพดูขุ่นมัว รวมไปถึง การหักเห และ การกระเจิงของแสง ที่ทำให้ความคมชัด และ คอนทราสต์ของภาพน้อยลง ดังนั้นการจะถ่ายภาพใต้น้ำให้มีความคมชัด และ คงสีสันให้มากที่สุดเราจะต้อง ตัด หรือ ลดตัวกลางส่วนเกินนี้ออกไปให้ได้ นั่นก็คือทำให้มี “น้ำ” ให้น้อยที่สุดระหว่างกล้องกับ subject ที่จะถ่าย หรือแปลไทยเป็นไทยว่าเราต้องเข้าไปใกล้ subject ของเราให้ได้มากที่สุด นี่เองที่คำว่า macro และ wide angle เข้ามามีบทบาท

การถ่าย macro โดยหลักการแล้วคือการที่เราถ่ายภาพ subject ที่มีขนาดเล็ก หรือเป็นการเก็บเอา detail แบบเจาะลึก เช่นถ่ายตาของหมึกยักษ์เป็นต้น ดังนั้นเราก็จะต้องเข้าไปใกล้ Subject ให้ได้มากทีสุดโดยปริยาย

การถ่าย macro โดยหลักการแล้วคือการที่เราถ่ายภาพ subject ที่มีขนาดเล็ก หรือเป็นการเก็บเอา detail แบบเจาะลึก เช่นถ่ายตาของหมึกยักษ์เป็นต้น ดังนั้นเราก็จะต้องเข้าไปใกล้ Subject ให้ได้มากทีสุดโดยปริยาย

แต่ถ้า subject ที่เราจะถ่ายมีขนาดใหญ่ล่ะ ทำยังไงถึงจะถ่ายกัลปังหาได้ทั้งต้น หรือ ถ่ายกระเบนตัวใหญ่ๆได้ทั้งตัว โดยไม่ต้องถอยออกไปไกลๆ คำตอบก็คือ การใช้เลนส์ wide angle เพื่อให้ได้มุมภาพที่กว้างและสามารถเก็บภาพได้ครบทุกองค์ประกอบ

การถ่ายทั้ง wide และ macro นั้น จะลดระยะระหว่างกล้องกับน้ำให้เหลือน้อยที่สุดทำให้ภาพที่ได้มีสีสัน และ ความคมชัดที่ดี

จากหลักการนี้จะทำให้เห็นว่า lens kit ที่ติดมากับกล้อง DSLR เกือบทุกรุ่นนั้น ไม่สามารถจัดลงกลุ่มใดๆได้ จะถ่ายของเล็กก็เข้าใกล้ไม่ได้มาก จะถ่ายของใหญ่ ก็เก็บภาพได้ไม่ครบ ดังนั้น เลนส์ Kits และ เลนสซูมเอนกประสงค์บนบกนั้นเป็นเลนส์ที่ไม่ค่อยได้เรื่องใต้น้ำนะครับ ยกเว้นจะนำไปถ่ายอะไรที่มีขนาดกลางๆ และไม่ยอมเข้าใกล้เราเช่นฉลามขี้ตกใจ แต่ยังไงก็ต้องทำใจว่าภาพที่ได้จะไม่คมชัด และสีสันไม่สวยเท่ากับที่เราใช้ lens wide angle แล้วพยายามเข้าไปใกล้ๆมัน

ส่วนเลนส์ทางยาวสูง (ที่ไม่ใช่ macro หรือไม่สามารถ focus ใกล้ๆได้) นั้นเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์ในการถ่ายภาพใต้น้ำเลยก็ว่าได้ เพราะเราต้องถอยออกห่างจากวัตถุค่อนข้างมากทำให้ภาพที่ได้ขาดคุณภาพทุกๆด้าน ยกเว้นน้ำจะใสกิ๊กเป็นกระจก แต่ถึงยังงั้น สีสันก็หายไปอยู่ดี เพราะกำลัง flash ของเราก็ไม่สามารถจะส่งไปถึงระยะนั้นๆได้

ดังนั้นสรุปได้ง่ายๆเลยว่า เลนส์ที่ควรจะใช้สำหรับการถ่ายภาพใต้น้ำนั้นสามารถแบ่งไปเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆเท่านั้นคือ
1. Wide Angle Lenses ซึ่งอาจจะแบ่งออกย่อยๆได้เป็น fisheye lens และ wide angle lens
2. Macro Lenses

ที่นี้ก็มาดูเจาะกับทีละหมวดกัน

Wide Angle Lens

เลนส์ Wide Angle Lens ที่ใช้ถ่ายใต้น้ำนั้นก็ แบ่งออกเป็นย่อยๆ ได้อีก 2 หมวดคือ
Fisheye Lens ซึ่งจะให้ภาพที่มีความโค้งโดยเฉพาะตามขอบเลนส์ เช่นเลนส์ Canon EF 15mm f/2.8 Fisheye, Nikon AF Fisheye 16mm f/2.8D สองตัวแรกนี้สำหรับกล้อง Full Frame หรือ Nikon 10.5mm f/2.8 Fisheye DX, Tokina 10-17mm f/3.5-4.5 Fisheye สองตัวหลังนี้ใช้กับกล้อง Crop Sensor, หรือ Canon 8-16mm f/4 Fisheye ซึ่งใช้ได้กับทั้ง Full Frame และ Crop Sensor

Rectilinear Lens คือเลนส์ที่มีการแก้ความตามขอบเลนส์ให้เป็นเส้นตรงแล้ว ซึ่งจะให้มุมภาพที่แคบกว่า Fisheye เช่นเลนส์ Nikon 10-24mm f/3.5-4.5, Tokina 12-24mm f/4 หรือ Canon 10-22mm f/3.5-4.5 สำหรับเลนส์จำพวกนี้บางตัวหากต้องการคุณภาพภาพที่สูงและคมชัดอาจจะต้องมีการใช้คู่กับ Close-up filter (หรือบางคนเรียน dioptre) เนื่องจากหลักการภาพ virtual image ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้กับ dome port (ซึ่งจะขอไม่พูดถึงใน post นี้นะครับ เพราะมันยาววววววววว และ ซับซ้อน ไว้จะหาเวลาเขียนเรื่องนี้โดยเฉพาะทีหลัง)

ภาพจากเลนส์ Tokina 10-17mm f/3.5-4.5

ความแตกต่างของเลนส์สองชนิดนี้คือ ที่ทางยาว focus เท่ากัน เลนส์ Fisheye จะสามารถเก็บมุมภาพได้กว้างกว่าเลนส์ Rectilinear เพราะไม่ต้องแก้ไขความโค้ง และ การบิดของภาพ แต่ด้วยความที่ภาพจะมีการบิดเบี้ยวที่ขอบภาพจึงทำให้เลนส์ Fisheye นั้นมีการใช้งานที่ค่อนข้างจำกัดสำหรับการถ่ายภาพบนบก แต่การถ่ายภาพใต้น้ำนั้นไม่ค่อยมีเส้นตรงมาให้เปรียบเทียบ และ effect ความโค้งบิดตามขอบภาพบางครั้งก็ทำให้ภาพถ่ายใต้น้ำดูน่าสนใจมากขึ้นด้วยซ้ำ

ถ่ายโดย EF-100 f/2.8L Macro IS USM

ถ่ายโดย AF-S Micro Nikkor 60mm f/2.8 ED

Macro Lens

เลนส์มาโครที่ฮิตๆกันในการถ่ายภาพใต้น้ำตอนนี้ก็จะมีอยู่ไม่กี่ตัว ฝั่ง Nikon ที่ฮิตๆก็มี AF-S Micro Nikkor 60mm f/2.8 ED กับ AF-S VR Micro-Nikkor 105 f/2.8 IF-ED ฝั่ง Canon ก็มี EF-S 60mm f/2.8 Macro USM กับ EF-100 f/2.8L Macro IS USM และอีกตัวที่เห็นมีหลายคนใช้ EF 180mm f/3.5L Macro USM

เลนส์ทั้งหมดนี้มีความแตกต่างกันแค่เรื่องทางยาว Focus เลนส์ทั้งหมดให้กำลังขยาย 1:1 เท่ากัน ให้ f/2.8 เท่ากัน (ยกเว้น EF 180mm) แปลว่าสิ่งที่แตกต่างมีเพียงระยะที่เข้าใกล้ subject เลนส์ทางยาว focus เยอะกว่าก็จะสามารถอยู่ห่างได้มากกว่าที่อัตรากำลังขยายเท่ากัน

หลายๆคนยังมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับทางยาว focus ของ lens macro หลายๆคนยังเข้าใจว่าเลนส์ 105mm สามารถถ่ายวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่าเลนส์ 60mm หรือเลนส์ 180mm จะทำให้ปลาบู่ที่ถ่ายมีขนาดใหญ่กว่าถ่ายด้วยเลนส์ 100mm แต่ความเป็นจริงแล้วทางยาว focus ของ lens ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับขนาดของวัตถุที่เราถ่าย หรือ ขนาดของวัตถุบนภาพของเราเลย สิ่งที่เกี่ยวกับขนาดของวัตถุบนภาพนั้นขึ้นกับ อัตราการขยายสูงสุด (Max Magnification Ratio)

เลนส์ Macro ทุกตัวจะบอก spec เรื่องกำลังขยายมาให้เช่น 1/1.32 หรือ 1/2 หรือ 1/1 ไอ้เจ้ากำลังขยายนี้มันหมายถึง ขนาดของวัตถุบน film 35mm (หรือบน Sensor แบบ Full Frame) ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ คือ ถ้าเราใช้กล้องใส่ฟิล์ม slide 35mm ประกอบ lens ที่มีอัตราการขยายสูงสุด 1:2 ถ่ายภาพ Nudibranch ที่มีขนาด 1 cm โดยเข้าไปใกล้ที่สุดเท่าที่เรายัง focus ได้ เมื่อเราเอา slide อันนี้มาดูก็จะสามารถวัดขนาดของ Nudibranch ที่ปรากฎบนฟิล์มได้เท่ากับ 1 cm x 1/2 = 0.5 cm. 
(รูปประกอบ)

แต่ถ้าเราเอากล้องเดิม ฟิล์มเดิม แต่ใช้เลนส์ที่มีอัตราขยายสูงสุด 1:1 ไปถ่าย nudibranch ตัวเดิม โดยเข้าไปใกล้สุดเท่าที่ยัง focus ได้เหมือนเดิน ขนาดของภาพ nudibranch ที่ปรากฏบนฟิล์มนั้นจะเท่ากับ 1cm x 1/1 = 1cm. หรือแปลง่ายๆว่า วัตถุมีขนาดจริงเท่าไหร่ก็จะไปปรากฎบนฟิล์ม 35mm. เท่านั้น

ถ่ายที่กำลังขยายสูงสุด 1:1 โดยเลนส์ AF-S Micro Nikkor 60mm f/2.8 ED

ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ lens ที่มีระยะ focus เท่าไหร่ ถ้าเลนส์นั้นให้อัตราขยายสูงสุดเท่ากัน ขนาดของวัตถุที่ปรากฎบนภาพก็จะมีขนาดเท่ากัน เช่น ไม่ว่าคุณจะใช้ lens 60mm Nano ของ Nikon (กำลังขยาย 1:1) หรือ 100mm L ของ Canon (กำลังขยาย 1:1) หรือ 180mm L ของ Canon (กำลังขยาย 1:1) ไปถ่าย ปลากบตัวจิ๋ว ภาพที่ได้ ปลากบก็จะมีขนาดเท่ากัน ไม่ใช่ว่า เลนส์ 180mm จะให้ภาพปลากบที่ใหญ่กว่านะครับ เพียงแต่ว่าเวลาใช้เลนส์ 180mm ก็ต้องถอยไกลกว่า 100mm และ 60mm ก็จะต้องเข้าไปใกล้กว่า 100mm เท่านั้นเองครับ

ถ่ายโดย AF-S Micro Nikkor 60mm f/2.8 ED

ถ่ายโดย EF-100 f/2.8L Macro IS USM

ดังนี้แล…จบ

About the Author

เอ้ตั้งแต่เรียนเป็นสถาปนิกในมหาวิทยาลัยก็จับกล้องฟิล์มท่องเที่ยวมาตลอด เลยทำให้ค้นพบตัวเองว่าไม่สามารถทำงานนั่งโต๊ะในออฟฟิศได้ เลยเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นครูสอนดำน้ำ และอีกหลายๆ อย่างที่ไม่ต้องเข้างานในออฟฟิศ ถึงแม้ว่าสายอาชีพจะเปลี่ยนไปแต่เอ้ยังคงชอบจับกล้องท่องเที่ยว และไม่หยุดเรียนรู้ทฤษฎีการทำงานของกล้องและอุปกรณ์ในการถ่ายรูป

View all posts by เอ้

Share this:

1 Comment

  1. Daniel Wilhelm Nilsson
    Daniel Wilhelm Nilsson6 years ago

    In English please 😉