Palau ดินแดนแห่งฉลาม

Palau ดินแดนแห่งฉลาม

เรื่องและภาพ: Nana Trongratanawong

โน้ต สาวไทยที่คราวที่แล้วมาแชร์บันทึกการไปว่ายน้ำกับวาฬที่ Tonga ให้เราได้ตื่นเต้น และอิจฉา คราวนี้เธอกลับมาอีกครั้งกับพื้นที่ที่ใกล้บ้านเราเข้ามาอีกหน่อย ขอเชิญเดินทางไปประเทศปาเลาหรือชื่อทางการคือสาธารณรัฐปาเลา ประเทศที่เป็นหมู่เกาะใน Micronesia ตั้งอยู่ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ ซึ่งประกาศตัวเป็นประเทศอนุรักษ์ฉลามแห่งแรกของโลก ห้ามล่า ห้ามจับ ห้ามซื้อ ห้ามขาย ภายในเขตน่านน้ำของประเทศ


ปาเลา เป็นประเทศที่อยู่ใน list ที่เราอยากไปมานานตั้งแต่เริ่มดำน้ำใหม่ๆ การตัดสินใจร่วมทริปนี้กับ Tony Wu จึงเป็นการตัดสินใจที่ง่ายดาย และรวดเร็วนัก ที่จริงเราออกเสียง Palau ว่าาเลานะ แต่วิกิไทย และราชบัณฑิตยสถานเค้าใช้ าเลา! ที่จริงเราว่าราชบัณฑิตฯ ต้องไปถามว่าคนส่วนใหญ่ (ทั่วโลก) เค้าออกเสียงกันยังไงบ้างนะ! 55555 (digitalay: เราเห็นด้วยกับการออกเสียงว่า าเลา รวมถึงองก้า (ตามราชบัณฑิตฯ) ที่ควรจะเป็น องก้า แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเขียน และมี ตัวสะกดที่เป็นมาตรฐานเราก็อยากจะใช้ให้เหมือนๆ กัน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในงานเขียนทั่วประเทศจ้า ^^)

ความประทับใจอย่างแรกเมื่อเริ่มเข้าสู่น่านฟ้าของปาเลาคือ ใบตรวจคนเข้าเมืองที่ทุกคนต้องกรอก มี background เป็นรูปฉลามนานาพันธุ์ พอเข้าพื้นที่สนามบินก็เห็นโปสเตอร์ฉลามติดอยู่มากมาย มันทำให้เรารู้สึกว่าเค้าภาคภูมิใจกับความเป็นเขตอนุรักษ์ฉลามของน่านน้ำปาเลา นี่แค่สนามบินก็ build อารมณ์มากแล้ว เราอยากไปดำน้ำกับฉลามตอนเช้ามึดวันนั้นเลย!

   ใบตรวจคนเข้าเมืองของปาเลา ประเทศที่ประกาศตัวเป็นประเทศอนุรักษ์ฉลามแห่งแรกของโลก ตั้งแต่ปี 2009    

ก่อนมาก็ทำตัวเหมือนเคยๆ ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนเท่าไหร่ รู้แค่ว่า dive site ดังๆ ที่เราจะไปดูฉลามกันน่าจะชื่อ Blue Corner อะไรประมาณนั้น แต่เราเริ่มไดฟ์แรกประเดิมทริปที่ German Channel ก่อนลงเค้าบอกว่ามีแมนต้า แต่เค้าไม่ได้บอกว่ามีฉลาม เราก็ว่า เอาน่ะ แค่ check dive เดี๋ยวคงได้ไปเต็มอิ่มกับฉลามที่ Blue Corner กัน ลงไปดำน้ำเราก็เจอแมนต้า! แต่ก็เจอฉลามด้วย!

   ฉลามสวยๆ หาได้ไม่ยากเลยที่นี่    

ส่วนใหญ่เวลา briefing ก่อนลงน้ำ dive guide ทั่วไปจะบอกว่าเรามีโอกาสจะเจอนู้นนี่นี่นั่น แต่ที่ปาเลา dive guide ไม่เคยพูดถึงฉลามใน briefing เลย เพราะไม่ว่าจะดำที่จุดไหนก็เจอแต่ฉลาม! สำหรับที่นี่ ฉลามเป็นปลาธรรมดาสามัญเหมือนอย่างเช่นนีโมที่เจอกันง่ายๆ ฉลามที่เจอส่วนใหญ่จะเป็น Gray reef shark ที่หล่อและสวยมาก กับ White tip reef shark ที่ว่ายไปมาเหมือนนกพิราบบินกันเกลื่อนที่กรุงเทพ นอกจากนี้ก็ยังมี Black tip reef shark และ Bull shark อีกด้วย!

   พาเหรดฉลามที่ Blue Corner    

ไปดำน้ำ German Channel อีกรอบเราก็เจอแมนต้าอีก แต่ที่เจ๋งคือ เราเจอแม่นางแมนต้ายักษ์ พร้อมลูกสมุนเป็น Gray reef shark ว่ายวนตามกันที่ cleaning station ฉลามครีบเทาตัวขนาด 2 เมตรดูบอบบางไปเลยเมื่อว่ายเทียบกับแมนต้ายักษ์ 555

แต่ที่ไม่เจ๋งคือความสม่ำเสมอของความขุ่นของน้ำ ที่ German Channel นี่น้ำขุ่นมากกกก เราเองรู้สึกขัดใจที่ไม่ว่าจะไปกี่ทีก็ไม่สามารถเก็บภาพแมนต้าได้ดีแบบพอจะเอามาโชว์ชาวบ้านได้เลย เราเองเคยเก็บภาพและวีดีโอ moment สุดยอดกับแมนต้ามาไว้ได้แล้ว พอเจอตะกอนจัดๆ แบบนี้แล้วจ๋อย

บางคนอาจจะรู้สึกว่า ที่นี่มีฉลามแค่ไม่กี่พันธุ์ แถม White tip reef shark ตัวผอมๆ ก็ดูงั้นๆ แหละนะ แต่เรากลับรู้สึกว่า อย่างนี้สิเจ๋ง ไม่ต้องเอาเหยื่อมาล่อ (shark feed) ไม่ต้องเอาเลือดมาละลายน้ำ (chumming) ฉลามก็มาใกล้ๆ ในระยะเอื้อมถึง

(digitalay: การดำน้ำกับฉลามในหลายจุดท่องเที่ยว หลังจากจัดให้นักดำน้ำทุกคนนั่งนิ่งอยู่ที่พื้นทะเล dive leader จะเรียกฉลามเข้ามาให้นักดำน้ำเห็นด้วยการเอาเลือดมาเทให้ละลายน้ำให้ฉลามเข้ามาบ้าง หรือบางที่ก็ใช้ปลาที่ผ่าให้มีเลือดกระจายออกมาใส่ตะกร้าลงไปวางที่พื้นทะเลบ้าง บางที่ก็จัดเป็นโชว์ให้อาหารฉลาม โดยให้ว่ายมาคาบปลาจากปลายไม้ที่ยื่นออกไปด้วยเลย การดำน้ำดูฉลามที่ burma banks ในพม่าก็เคยทำวิธีอย่างนี้ แต่ช่วงหลายปีหลังๆ ไม่ว่าจะล่อด้วยวิธีไหนก็ไม่มีฉลามเข้ามาให้เห็น การดูฉลามในพม่าจึงลดความนิยมลงไป)

   Grey reef shark เข้ามาให้เห็นในระยะใกล้ๆ โดยไม่ต้องใช้อะไรล่อ    

อาหารกลางวันที่นี่เค้าจัดมาให้เป็นกล่องเบนโตะ ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นเกาะไปนั่งชิวกินข้าวกัน หลังจากกินเสร็จก็ค่อยทะยอยกลับขึ้นเรือ อยู่มาวันนึงตอนที่เดินกลับเรือเราก็เหลือบไปเห็นเงาดำๆ ในน้ำ ที่แท้มันคือฉลาม Black tip ตัวน้อยว่ายจากหาดหนีไปทางเรือเราที่จอดอยู่ เพื่อนเราก็ไปยืนรอในน้ำลึกเกือบเอว ไม่นาน Black tip ก็ว่ายวนกลับมาใหม่ วนไปวนมาอยู่สามสี่รอบ ปาเลาเนี้ยมันมีอะไรกุ๊กกิ๊กให้เรายิ้มได้ทุกวันเลยจริงๆ นะ!

ปาเลามีเต่าอยู่ 2 ชนิดคือ Hawksbill และ Green turtles เจอกันเกือบทุกไดฟ์แต่ว่าน้อยกว่าเจอฉลาม 555 มีอยู่ไดฟ์นึงเรามัวแต่เล็งจะถ่ายภาพฝูง Midnight Snapper พอจบไดฟ์กลับมาบนเรือ เพื่อนมาบอกว่า ยูน่ะมัวแต่สนใจปลา ว่ายผ่านเต่าเบบี๋ไปซะงั้น ปล่อยให้เต่าน้อยมองตามตาละห้อย โถ… เจ้ขอโทษนะน้องเต่า

   ซ้าย:Green turtle ว่ายวนกินไปเรื่อยเปื่อยที่ German Channel | ขวา:เบบี๋ Hawksbill บินร่อนสู่แสงอาทิตย์    

นอกจาก “จำนวน” สิ่งมีชีวิตที่มากมายก่ายกองแล้ว ความเจ๋งของการดำน้ำที่ปาเลาคือ ความ friendly ของปลา บางตัวมีพฤติกรรมน่ารักเหมือนลูกหมาชอบว่ายเข้ามาขอให้เราลูบหัว โดยเฉพาะเจ้า Napoleon Wrasses ที่ Blue Corner จังหวะที่น้ำไม่ค่อยแรง เค้าจะว่ายเข้ามาหาใกล้ๆ วนไปมาทักทายทุกคน มีครั้งนึงที่น้ำแรงมาก ถึงขนาดที่เราต้องใช้ reef hook เกี่ยวให้อยู่นิ่งๆ หันซ้ายก็ไม่มี ขวาก็ไม่เจอ ที่ไหนได้ เค้าว่ายเอื่อยๆ หลบกระแสอยู่ด้านหลังเรา! พอเริ่มเบื่อวิว bubbles เราแล้ว จังหวะที่เค้าว่ายไปหาบัดดี้เรานั่นล่ะ ถึงได้เห็นว่ามาเกาะ tank เราอยู่นี่เอง! ปลาอะไรไม่รู้น่ารักสุดๆ ขี้เหงา ขี้อ้อน อยากอยู่กับคนตลอดเวลา

   Napoleon Wrasse หน้าตาน่ารักแบบประหลาดๆ ชอบใกล้ชิดนักดำน้ำมากกว่าพวกเดียวกัน    

ที่จริงการที่เจ้า Napoleon ชอบพุ่งหาคนขนาดนี้เป็นเพราะมีคนเคยให้อาหารมัน เวลามีคนมาดำน้ำ ก็เลยนึกว่าจะได้ของกินอีก จริงๆ แล้วการที่มนุษย์ไปเปลี่ยนพฤติกรรมสัตว์ โดยการให้อาหารสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ มันก็คงไม่ดี

นอกจาก Napoleon ที่แสนเชื่อง ชอบว่ายเข้ามาใกล้อยากให้เราเล่นด้วย น่ารัก! ปลาเล็กปลาน้อยมากมายเกลื่อนกลาดก็ชอบมาเล่น bubbles นักดำน้ำด้วย แต่ว่าก็มี Snapper ที่ชอบมาว่ายทำตาขวางๆ ใกล้ๆ ตอนที่เราทุกคนโดนกระแทกด้วยกระแสน้ำบ้าคลั่ง เราสร้างสมมติฐานมา 3 ข้อว่าทำไม Snapper มันต้องทำหน้าโหดด้วยนะ ข้อหนึ่ง…มันอาจจะรำคาญที่มีพวกนักดำน้ำถือแมงมุมยักษ์ในมือมาลอยคอใกล้ๆมัน ข้อสอง…คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ปลาก็คงเหมือนกัน Snapper อาจจะหน้าวีนมาแต่เกิด หรือข้อสาม…มันหงุดหงิดที่เราสนใจแต่ Napoleon หน้าเอเลี่ยน พร้อมบ่นในใจว่า ชิ! ชั้นสวยเพียวกว่าตั้งเยอะ! ทำไมไม่สนใจชั้นบ้างนะ (digitalay: สมมติฐานของดิจิทะเล นักดำน้ำที่ดำมาพอประมาณ จะมีไนโตรเจนในกระแสเลือด ทำให้สามารถสร้างสมการเลอะเทอะได้กว่าคนทั่วไป 5555)

Ongeim’l Tketau หรือ Jellyfish Lake เป็นหนึ่งในทะเลสาบ 5 แห่ง ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (digitalay: jellyfish lake เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของทะเลสาบปิดที่มีแมงกะพรุนที่ไม่มีเข็มพิษอาศัยอยู่ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ทั่วทั้งโลกมีพื้นที่ลักษณะนี้อยู่ 2 แห่ง คือที่นี่และที่ Derawan ตามไปอ่านทริปรีวิวของเราได้)

   Golden jellyfish ใน Ongeim’l Tketau    

เกาะที่นี่เป็นหิน (Rock Islands) แม้แต่รากต้นไม้ใหญ่ยังไชลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเดินเท้าเปล่าคงไม่น่าสนุก ที่นี่เราต้องเดินขึ้นเขาไปก่อน แล้วค่อยเดินลงไปยังทะเลสาป เดินขึ้นและลงอาจจะฟังดูง่ายๆ เอาใหม่ เราขอใช้คำว่าปืนป่ายไต่เขาขึ้นและลงจะเหมาะว่า วันนั้นรู้ตัวเลยว่าสมรรถภาพร่างกายช่างโรยราไปตามตัวเลขจริงๆ มือนึงต้องแบก housing อีกมือต้องจับเชือกพยุงตัว ขนาดไกด์ช่วยขน mask snorkel กะ fins แล้วนะ เฮ้อ… แฮ่กมาก!

ระหว่างทางก็จะมีป้ายให้ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ jellyfish lake ที่จริงเราว่ามันเป็นป้ายให้คนแก่อย่างเราทำทีเป็นหยุดอ่าน แต่ที่จริงเอาไว้พักเหนื่อย (แฮ่กๆ) เราก็มั่วแต่หอบเลยไม่ได้อ่านอะไรกับเค้าเลย แต่จำได้แม่นตอนไกด์บอกว่าเวลาว่ายเล่นในทะเลสาบให้กำกล้องไว้ให้แน่น มิฉะนั้นอย่างหวังว่าจะได้คืนถ้าพลาดทำหลุดมือ เพราะก้นทะเลสาบอยู่ลึกมาก และห้ามดำลงลึกกว่า 15 เมตรเพราะน้ำเป็นพิษ เอ่อ…โอเค ไอ้เราเองคง free dive ลงไปก็ได้ไม่เกิน 5 เมตรหรอก แต่เรื่องกล้องนี่สิกลัวจะหลุดทำให้กำซะแน่นจนปวดมือ

   บรรยากาศใน lake ภาพถ่ายขำๆ จาก Kozyndan เพื่อนร่วมทริป รูปนี้ดูเหมือนเราโป๊อยู่เลย 555    

(digitalay: น้ำใน Ongeim’l Tketau แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองชั้นอย่างถาวร ที่นี่เป็นหนึ่งใน 200 แหล่งน้ำของโลกที่มีการแยกชั้นของน้ำเนื่องจากความแตกต่างทางเคมี ชั้นบนมีออกซิเจน และชั้นล่างซึ่งไม่มีออกซิเจนอยู่เลย ปริมาณออกซิเจนจะค่อยลดลงจากผิวน้ำจนเหลือศูนย์ ณ จุดเปลี่ยน layer ที่ความลึก 15 เมตร หลังจากนั้นจะเป็นชั้นที่มีก๊าซ hydrogen sulfide สะสม โดยจะค่อยๆ เข้มข้นขึ้นไปจนสูงสุดที่ก้นทะเลสาบ

สิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยออกซิเจนจะอาศัยอยู่บริเวณชั้นบน ซึ่งความลึกไม่เกิน 15 เมตรเท่านั้น น้ำในชั้นบนนี้จะค่อนข้างขุ่น ส่วนน้ำชั้นล่างมีความใสมากมี bacteria อาศัยอยู่ เต็มไปด้วย ammonia และ phosphate รวมถึงสารเคมีต่างๆ สะสม ทำให้บริเวณนี้มีความเป็นพิษสูง นักดำน้ำอาจจะได้รับสารพิษเหล่านี้ผ่านทางผิวหนังได้ จึงทำให้ห้ามดำน้ำลึกแบบ Scuba ที่นี่เพื่อลดความเสี่ยงที่นักดำน้ำจะสัมผัสถูกสารเหล่านี้และเกิดอันตราย ตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมละเอียด)

การมาเยี่ยมชมแมงกะพรุนที่นี่ ควรจะเลือกมาช่วงเช้าหลังจากดำไดฟ์แรกเสร็จ เพื่อหลีกเลี่ยงกองทัพทัวร์จีน เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่นนับร้อย ที่มาพร้อมกับเสียงกรี้ดกราดหวีดร้องแปดหลอด และความโกลาหลของปาร์ตี้เสื้อชูชีพ เราแอบสงสารแมงกะพรุนตัวน้อยที่ต้องเผชิญกับนักท่องเที่ยวไร้ระเบียบ เราก็ว่าเรามาเช้ากันแล้ว แต่ก็ยังไม่วายได้เจอกับแก๊งค์ถือธงตอนช่วงท้ายๆอยู่ดี ถึงแม้ว่ามันจะวุ่นวายโหวกเหวกยังไง แต่เมื่อเรา free dive ลงไปแล้ว กลับไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงฟองอากาศที่หลุดจากปากเราไหลไปตาม snorkel มันสงบ เงียบ และชิลมาก

ถึงแม้ว่าปาเลาจะเกลื่อนกลาดไปด้วยนักดำน้ำ บางวันมีจำนวนนักดำน้ำมากมายเหมือนอยู่ในห้างใต้น้ำ แต่ก็ไม่ทำให้เสน่ห์ของที่นี่ลดลงไป ที่นี่ไม่ได้มีแค่ธรรมชาติใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่มีระบบนิเวศน์ที่แข็งแรง มีผู้ล่าบนห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติอย่างเต็มจำนวน ปลาน้อยใหญ่ใจดี และทุ่งปะการังแข็งที่กว้างใหญ่เท่านั้น แต่พลเมืองก็แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน คนที่นี่มีวัฒนธรรมและจิตสำนึกในการรักษาสิ่งมหัศจรรย์ที่เค้ามีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเอาจริงเอาจังกับการอนุรักษ์ฉลาม หรือการรักษาท้องทะเลให้สะอาด

เราแอบยิ้มอยู่คนเดียวเล็กๆ เมื่อตอนนั่งเรือออกไปดูวาฬ แล้วเห็นขวดน้ำพลาสติกลอยอยู่กลางน้ำ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวคนขับเรือขับมุ่งตรงไป ในระยะที่ทำให้คนตรงหัวเรือก้มเก็บขวดน้ำพลาสติกได้พอดี โดยไม่ได้ตะโกนสั่งกัน มันเหมือนเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ ทุกคนพร้อมที่จะรัก และดูแลประเทศของเค้าด้วยตัวเอง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่พอกับความอิ่มใจ เรายังอยากกลับไปปาเลาอีกครั้งนึง

   นั่งเรือออกไปดูวาฬแต่ได้เจอกับโลมาฝูงนี้อย่างใกล้ชิดแทน    

ข้อมูลการเดินทางเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ส่วนตัว

  1. เดินทางเข้าปาเลาไม่ต้องใช้วีซ่า แต่ต้องแสดงตั๋วขากลับตอนขาเข้าประเทศกับเจ้าหน้าที่ต.ม.
  2. ใช้เงิน USD ข้าวของไม่แพง มีร้านอาหารไทยอร่อย รสชาติใกล้เคียงที่หากินได้ในเมืองไทยชื่อ I <3 Noodles ทำโดยพี่สาวคนไทย 2 คน กินกันจนจุก หารออกมาตกคนละ 10USD
  3. การเดินทางผ่านมะนิลาดูจะเป็นเส้นทางที่ใกล้สุด แต่การเดินทางคนเดียวผ่านมะนิลานั้นเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก เพราะต้องรอต่อเครื่องตอนขาไปนานมาก และต้อง overnight ตอนขากลับ ที่สำคัญสายการบิน Continental Airline (CO) ก็ขึ้นชื่อเรื่องไฟล์ดีเลย์ (เพื่อนที่ไปก่อนหน้านี้โดนดีเลย์จนทำให้ตกเครื่องทุกไฟล์ตอนกลับ)
  4. เราเลยตัดสินใจบินผ่านทางสนามบิน Incheon (ICN) ประเทศเกาหลีใต้ ด้วย Asiana Airline ไปลงที่เมือง Koror (ROR) ของปาเลา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ขอแนะนำอย่างยิ่งด้วยสาเหตุหลายประการ พนักงานขายที่กรุงเทพน่ารัก อาหารอร่อย แอร์ใจดี แถมสะสมไมล์ หรือแลกตั๋วกับ Star Alliance ได้อีกด้วย
  5. ขาออกต้องจ่ายค่าภาษี และ green fee รวมกัน  35 USD ก่อนผ่านต.ม. โปรดนำเงินไปพอดี เพราะเค้าไม่ทอนค่ะ

ขอเชิญชมภาพเพิ่มเติมได้ใน slideshow ด้านล่างจ๊ะ

dns analysis . lls symplicity .

About the Author

โน้ตโลกใต้น้ำคือจุดเริ่มต้นของตัวตนในวันนี้ หลังเรียนจบให้รางวัลชิ้นใหญ่กับตัวเองด้วยการออกเดินทางลงใต้เพื่อเรียนดำน้ำ ซึ่งเป็นความฝันของเด็กที่โดนบังคับว่ายน้ำวันละ 2 มื้อ โน้ตชอบขีดเขียน รักอิสระ เสพติดการเดินทาง เกลียดการจัดกระเป๋า หลงเสน่ห์สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ถึงจะมีเรื่องอยากเล่ามากมาย แต่การเค้นออกมาเป็นตัวหนังสือนั้นไม่ง่ายเลย

View all posts by โน้ต

Share this: