ตามล่า Sardine Run (part 1)

ตามล่า Sardine Run (part 1)

เรื่องและภาพ: ภาณุพงศ์ นรเศรษฐ์กมล

ภานุพงศ์ หรือ นุ เป็นนักดำน้ำหนุ่มชาวไทย ที่มีชีวิตผจญภัยในทะเลกว้าง ประสบการณ์กว่า 8 ปีบนเรือ liveaboard ในน่านน้ำอินโด ในฐานะ divemaster และ videographer ประจำเรือ Mermaid และอีกหลายปีก่อนหน้านั้นในเมืองไทย ทำให้เราเรียกนุว่าเป็นนักดำน้ำชั้นเซียนตัวเก๋าของจริงได้เต็มปาก เมื่อปีที่แล้ว (2012) นุไปเสี่ยงดวงกับ sardine run หนแรก และติดใจจนขอกลับไปอีกครั้งในปีนี้ (2013) นุอัพเดทสถานการณ์สดให้เราทางเมืองไทยกันวันต่อวัน ผ่านทางfacebook digitalay นี่คือเวอร์ชั่นปรับแก้เพื่อให้อ่านรวดเดียวได้อย่างนุ่มนวล เนื่องจากความยาวของเนื้อเรื่อง 14 วัน จึงขอแบ่งเป็น 2 ตอนจบ เชิญพบกับตอนที่ 1 ได้เลย

  Day 1 : 14 June  

เราเดินทางมาถึงเมือง Port St. Johns เมื่อวาน (13 June) ตอนแรกตั้งใจว่าจะพักผ่อนกันซะก่อน 1 วัน แล้วค่อยเริ่มออกเรือตามหาฝูงปลา sardine แต่กัปตันเรือดิงกี้ของเราแนะนำว่าพรุ่งนี้อากาศดี เราเลยเปลี่ยนแผนออกเรือกันวันที่ 14 เป็นวันแรกเลย การออกตามหาซาร์ดีนนั้นเราจะใช้เรือ RIB หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่าเรือดิงกี้ท้องแข็งขนาด 7 เมตร​ ซึ่งถือเป็นขนาดที่ใหญ่กว่าเรือดิงกี้ปกติทั่วไป วิ่งออกจากปากแม่น้ำ Umzimvubu (อ่านว่า อึ่มซิ้มวูบู) ทุกเช้าผจญคลื่นยักษ์เพื่อออกสู่ทะเล แล้วกลับเข้ามาตอนเย็น การออกเรือจากปากแม่น้ำนี้เขาเรียกว่า launching ซึ่งต้องใช้ทักษะการบังคับเรือของกัปตันอย่างสูง เป็นเอกลักษณ์ที่พิเศษอย่างนึงของการดำน้ำที่ South Africa ถ้ามีเวลาจะเอาวีดีโอการ Launching สุดมันส์มาให้ชมกันครับ เราต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือดิงกี้นี้ทั้งวัน ทั้งกิน ทั้งเข้าห้องน้ำ งีบหลับพักเอาแรง

ปรากฎการณ์ sardine run เป็นปรากฎการณ์ประจำปีที่ชายฝั่ง Eastern Cape ของ South Africa ฝูงปลา sardine นับพันล้านตัวมารวมกันกัน spawning (ดิจิทะเล: จับคู่ผสมพันธุ์ปล่อยไข่ให้ไหลไปกับกระแสน้ำ) โดยจะตามกระแสน้ำเย็นที่ไหลขึ้นเหนือจาก Agulhas bank (ดิจิทะเล: ฝั่งแม่น้ำอะกูลฮาส) ทางตอนใต้ของ South Africa ไปสู่ชายฝั่งทะเลประเทศ Mozambique ก่อนที่จะว่ายออกสู่มหาสมุทรอินเดียต่อไป ปรากฎการณ์นี้จะดึงดูดนักล่าระดับตัวท็อปไม่ว่าจะเป็น โลมา วาฬ ฉลาม นก ฯลฯ มาชุมนุมกันเพื่อกิน sardine เป็นอาหาร เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวแปร ปัจจัยที่เห็นชัดที่สุดคืออุณหภูมิน้ำ เมื่อน้ำอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 20 องศาก็คาดว่าจะมีโอกาสเกิด sardine run ส่วนปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากนี้เรายังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่เจอ เป็นปรากฎการณ์ที่บางปีก็เกิด บางปีก็ไม่เกิด จากข้อมูลเก่าๆ มักจะเกิดช่วงเดือน มิ.ย.- ก.ค. ผมว่าถ้าอยากสัมผัส sardine run ต้องใช้มากกว่าเงิน ความพยายาม และความอดทน แต่ต้องมีศรัทธาแรงกล้าอีกด้วย 555

พอเราออกมาปุ๊บ ก็เจอฝูงโลมา long-beaked common dolphin (Delphinus capensis) มากกว่า 600 ตัว ว่ายอยู่แถวใกล้ชายฝั่ง เราตามโลมาฝูงนี้นานพอสมควร บางช่วงฝูงโลมาเร่งความเร็วอย่างบ้าคลั่งให้เราได้ลุ้น แต่แล้วมันก็เปลี่ยนทิศทางไปมา อุณหภูมิน้ำวันนี้ยังค่อนข้างอุ่น อยู่ที่ประมาณ 21-22 องศา ดูเหมือนยังไม่ถึงเวลาของ sardine run (ดิจิทะเล: bait ball หรือลูกบอลปลา เกิดจากการอัดแน่นของ sardine ถือเป็นจุดหมายสูงสุดของการสัมผัสประสบการณ์ sardine run นี้ bait ball ที่มีชื่อเสียงที่สุดอันนึงคือ bait ball จากสารคดีชุด Blue Planet (2001) จาก BBC) นอกจาก long-beaked common dolphin แล้ว ยังมี Pantropical spotted dolphin (Stenella attenuata), Indo-Pacific bottlenose dolphin (Tursiops aduncus) อีกด้วย เช้านี้เราเห็นโลมาถึง 3 species เลยทีเดียว

   Long-beaked common dolphin ฝูงใหญ่ที่ออกมาต้อนรับเราเป็นอย่างแรก    

วันนี้บริเวณใกล้ชายฝั่งทัศนวิสัยใต้น้ำจัดว่าแย่มาก มองเห็นได้แค่ประมาณ 2 เมตร เราพยายามลง freediving กับโลมา แต่โลมาเคลื่อนที่เร็ว และเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา ในสถานการณ์แบบนี้ผมคิดว่าหมดสิทธิ์ที่จะถ่ายรูปใต้น้ำได้แน่ๆ แต่ไหนๆ แล้วก็ลองเอากล้อง GoPro ที่พกไปด้วยติดขาทำเป็น Polecam หย่อนลงไปถ่ายวีดีโอในระหว่างที่เรือดิงกี้วิ่งอยู่ ได้ผลมาเป็นวีดีโอที่เห็นฝูงโลมาว่ายเล่นกับเรือใต้น้ำน่าประทับใจมาก ถึงแม้น้ำจะขุ่นไปหน่อย

   ภาพ Long-beaked common dolphin จากวิดีโอของกล้อง GoPro สังเกตุลายสีเทาดำไขว้เป็นรูปเลข 8 ตะแคงข้างลำตัว เป็นจุดสังเกตุเด่นของโลมาพันธุ์นี้    

เราเคลื่อนที่เรือออกค้นหาอะไรที่น่าสนใจต่อไป อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่บังเอิญเกิดพร้อมกันกับช่วง sardine run คือการอพยพของฝูงวาฬหลังค่อม Humpback whale (Megaptera novaeangliae) ดูเผินๆ เหมือนว่าวาฬจะมาร่วมขบวน sardine run ด้วยแต่ที่จริงแล้ว ฝูงวาฬหลังค่อมนี้ไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ จากฝูงปลา sardine เลย เหมือนเป็นปรากฎการณ์คู่ขนานกัน

วาฬหลังค่อมจะอพยพจากขั้วโลกใต้ในหน้าหนาวซึ่งคือช่วงนี้ เดือนมิ.ย.- ก.ค. ขึ้นเหนือไปชายฝั่ง Mozambique เพื่อผสมพันธุ์ และออกลูกที่นั่น ระหว่างที่วาฬอพยพ พวกมันแทบจะไม่กินอาหารเลย วาฬที่เราเห็นตอนนี้จึงเป็นวาฬที่อ้วนมากเพราะกินอาหารสะสมมาอย่างเต็มที่ (ดิจิทะเล: ดูรูปเทียบความอ้วนของ humpback whale ช่วงเลี้ยงลูกซึ่งเป็นช่วงที่ใช้ไขมันไปแล้วได้จาก บันทึกว่ายน้ำกับวาฬที่ทองก้าของโน้ต ) พอถึงช่วงเดือน ก.ย.- ต.ค. เราจะมีโอกาสเห็นวาฬฝูงนี้อีกครั้ง แต่คราวนี้เคลื่อนที่ลงใต้เพื่อพาลูกน้อยเดินทางกลับไปหาแหล่งอาหารที่สมบูรณ์กว่าในขั้วโลกใต้เหมือนเดิม

ผมเห็นรูปวาฬที่พี่นัท สุมนเตมีย์ กับทีม Loksopha ซึ่งมาร่วมตามหา sardine run ในช่วงเวลาเดียวกันโพสแล้ว คิดว่าวันนี้คงเป็นวันแห่งการ Breaching ของวาฬจริงๆ (breaching = กริยากระโดดพุ่งขึ้นจากผิวน้ำแล้วทิ้งตัวลงน้ำของวาฬ) เมื่อไม่มีซาร์ดีนให้ดูเราก็ดูวาฬกันดีกว่า ผมว่าไม่มีสัตว์อะไรในโลกกระโดดได้ทรงพลังไปกว่านี้อีกแล้ว น้ำหลายตันกระจายตอนตัววาฬกระแทกผิวน้ำนี่ตื่นตาตื่นใจมาก

   รูปวาฬของผม จากเลนส์กระบอกข้าวหลามน้อยๆ 70-200 F4L    

  Day 2 : วันแห่งลมและคลื่น  

วันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าลมจะแรง ตอนเช้าเราขึ้นไปสังเกตุการณ์บนยอดเขา ดูคลื่นแล้วน่าจะพอไหวอยู่ เราก็เลยตัดสินใจออกเรือกันสายหน่อย วันนี้คลื่นใหญ่ประมาณ 3-4 เมตร คลื่นแต่ละลูกเหมือนยอดเขาบดบังสายตา ทำให้สังเกตุเหตุการณ์ข้างหน้าได้ยาก

   คลื่นที่สูงทำให้ทุกอย่างยากขึ้น เราไม่สามารถออกไปไกลจากชายฝั่งได้มากนัก พวกเราเลยต้องอยู่บริเวณใกล้ชายฝั่งซึ่งทัศนวิสัยใต้น้ำยังคงแย่เหมือนอย่างเมื่อวาน    

เราวิ่งโต้คลื่นลมไปสักพัก ก็เจอนกฝูงหนึ่งกำลังรุมพุ่งทิ้งดิ่งลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นสัญญานบอกว่าอาจจะมีฝูงปลาอยู่ที่นั่น เราจึงเคลื่อนเรือเข้าไปสังเกตุการณ์ กัปตันเรือของเราทำท่ากวักมือวักอากาศเข้าหน้า แล้วถามว่าได้กลิ่นน้ำมันไหม เราทุกคนงงกับสิ่งที่กัปตันบอก เขาบอกว่าปลาsardine มีความมันในเนื้อสูง ถ้าถูกรุมกินก็จะมีน้ำมันลอยขึ้นมาผิวน้ำพร้อมกับกลิ่นเฉพาะตัว ผมคิดในใจ…กัปตันเรานี่เขาเป็น X-men หรือเปล่า??? แต่ก็ลองดมสังเกตุอย่างที่เขาบอก ก็ได้กลิ่นคาวๆ มันๆ เหมือนที่เขาว่าจริงๆ

   ฝูงนก Cape Gannet เป็นตัวละครอีกตัวที่สำคัญ เป็นตัวบอกตำแหน่ง bait ball ที่เห็นได้ง่ายเพราะอยู่บนฟ้า    

หลังจากสังเกตุการณ์อยู่สักพัก พบว่าเป็น bait ball ที่ “ไม่มีความเสถียร” มีนกพุ่งลงไปแต่ก็กลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และไม่ต่อเนื่อง ซักพักนกก็ย้ายไปพุ่งลงจุดใหม่ มีฝูงโลมาวนเวียนอยู่แถวนั้นด้วย โลมาคือหนึ่งในตัวละครสำคัญของการเกิด bait ball มันทำหน้าที่เหมือนหมาต้อนฝูงแกะ ไล่ต้อนซาร์ดีนให้รวมกันขึ้นมาใกล้ผิวน้ำ ถ้าทุกอย่างประกอบกันอย่างพอดี ความมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนโลมาที่อยู่ข้างหน้าเราวันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน ผมกระโดดลงน้ำไปเช็คแทนทุกคนบนเรือ ใต้น้ำมองเห็นได้ไม่เกิน 2 เมตร ไม่มี bait ball เห็นโลมาว่ายผ่านไปมาแต่เร็วเกินที่จะถ่ายภาพได้ในน้ำที่ขุ่นเช่นนี้

ดูเหมือนยังมีโชคไม่พอสำหรับวันนี้ นก Cape Gannet เริ่มหยุดพุ่งดิ่งลงน้ำ บางตัวก็ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนรอโชคครั้งใหม่ ยังคงต้องพยายามกันต่อไป

   นก Cape Gannet วัยเด็กจะเป็นสีน้ำตาลเข้มไม่เหมือนตัวเต็มวัยที่มีสีขาวนวล ตัวนี้เพิ่งจะพุ่งขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ไม่มีปลาซาร์ดีนในปาก    

คลื่นลมค่อยๆ พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เราก็ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับสู่ Port st.Johns ดีกว่า ระหว่างทางวิ่งกลับก็ได้เจอ Humpback Whale ประปรายแต่ดูเหมือนวันนี้เหล่าวาฬไม่ค่อยคึกคักเท่าไร เหมือนตั้งหน้าตั้งตาเดินทางขึ้นเหนืออย่างเดียว

   วาฬ Humpback Whale แวะมาทักทายเราก่อนกลับเข้าสู่ฝั่ง    

วันนี้เราใช้เวลาในทะเลแค่ 3 ชม. ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทัศนวิสัยใต้น้ำก็ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ในการถ่ายภาพใต้น้ำในช่วงนี้ วันแบบนี้เป็นวันทดสอบกำลังใจของทุกคน นี่ไม่ใช่ sardine run ครั้งแรกของผม ปีที่แล้วผมเคยมาที่นี่ ทำให้ผมเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างพอสมควร การที่จะได้มีประสบการณ์กับสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฎการณ์” มันใช้มากกว่าพละกำลังแรงกาย เงินทอง และโชค แต่ความหวัง ศรัทธา กลับเป็นตัวกระตุ้นให้คนที่มาที่นี่สู้คลื่นลมออกไปเหมือนคนเสียสติ รึว่า… sardine run เป็นกิจกรรมทางจิตวิญญาณด้วย 555

วันที่ 2 วันนี้เราทุกคนยังใจสู้อยู่…

  Day 3  

ขอแนะนำกัปตัน X-men ผู้มีความสามารถดมกลิ่นsardine ของเราให้รู้จักกัน พี่แกชื่อ Ivan ชื่อเล่นว่า PKee ผมขอเรียกเขาว่าพี่กี้ดีกว่า พี่กี้ของเราเป็นชายหนุ่มร่างเล็กแต่ดูมุ่งมั่น และจริงใจในการตามหาsardine มาก พี่กี้จะประเมินสถานการณ์ในแต่ละช่วง และบอกเราว่าควรทำอะไร พี่คนนี้ของเราไม่ธรรมดาแกมีประสบการณ์เคยพาเทพช่างภาพอย่าง David Doubilet, Doug Perrine, Eric Cheng, etc. มาห้ำหั่นกับซาร์ดีนมาแล้ว

   พี่กี้แต่งงานมีลูกแล้วครับ    

วันนี้อากาศดี คลื่นลมไม่เท่าไร ทำให้เรามีกำลังใจดีพอสมควร ออกมาได้ไม่เท่าไร พี่กี้ก็เริ่มปล่อยของ ใช้สายตาอันแหลมคมมองเห็นฝูงนกกำลังทิ้งบอมบ์ลงน้ำ เราก็เข้าไปสังเกตุการณ์แต่ก็ดูเหมือนเป็น bait ball ที่ไม่เสถียร พี่กี้สังเกตุเห็นนกอีกฝูงไกลลิบๆ ออกไปทิ้งบอมบ์ลงน้ำอย่างดุเดือด ทันใดนั้นพี่กี้ก็หันมาบอกทุกคนว่าเดี๋ยวพวกคุณได้สนุกแน่นอน บอกเราให้จับแน่นๆ แล้วก็เร่งสปีดเรือออกไปอย่างรวดเร็ว เรือกระแทกน้ำทุกคนกระเด็นกระดอนแทบจะตกจากเรือ แต่นาทีนั้นไม่มีอะไรสำคัญกว่าต้องไปถึงตรงนั้นให้เร็วที่สุด หัวใจของ sardine run คือความเร็ว ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นเร็วมากและจบลงเร็วมากเช่นกัน พอไปถึงพี่กี้ก็บอกผมว่าได้กลิ่นน้ำมันซาร์ดีนแล้ว ทุกคนเตรียมพร้อม เขาจะเข้าไปส่งให้ทุกคนลงน้ำ

ไม่มีเวลาคิด เรากระโดดลงน้ำที่ทัศนวิสัยที่ดีกว่าเมื่อวานเล็กน้อย มองเห็นได้ประมาณ 2-3 เมตร เราพยายามว่ายไปที่ศูนย์กลางของนกที่กำลังทิ้งดิ่ง ผมใส่แทงค์ Scuba ดำลงไปที่ความลึกประมาณ 4-5 เมตร ท่ามกลางน้ำขมุกขมัวเห็นนกดำดิ่งลางๆ แต่ก็ยังไม่เห็นก้อน bait ball มีโลมา Common Dolphin ว่ายฉวัดเฉวียนไปมา

ทันใดนั้นผมก็เห็นบางสิ่งที่ไม่ใช่โลมา มันคือฉลาม Bronze whalers หรือ Copper shark (Carcharhinus brachyurus)ว่ายป้วนเปี้ยนไปมาอยู่หลายตัว ขนาดตัวย่อมๆ ประมาณ 1.5-2 เมตร ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ยังไม่ทันตั้งสติกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยังไม่รู้จะถ่ายรูปยังไงดี ทันใดนั้นสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น Sailfish (Istiophorus platypterus) ขนาดประมาณ 2 เมตร ว่ายพุ่งเข้ามาพร้อมกับฝูงปลาซาร์ดีนเล็กๆ ใช่แล้วในที่สุดผมก็ได้เจอ bait ball ลูกแรก!

   ผมตัดสินใจเปลี่ยนจากถ่ายภาพนิ่งเป็นวีดีโอเพื่อจับเหตุการณ์ Sailfish ไล่ปลาซาร์ดีน ภาพนี้ Capture frame จากวีดีโอที่ถ่ายมา คุณภาพภาพอาจไม่ดีนัก    

อย่าเรียกว่า ball เลยดีกว่าเพราะซาร์ดีนมีไม่มากกระจัดกระจาย แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับความตื่นเต้นครั้งแรก Sailfish ไล่แทงปลาซาร์ดีนอย่างดุเดือดพร้อมกับกางครีบหลังออกเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงเพื่อสร้างความสับสนให้กับฝูงปลา มันว่ายไล่ปลาอยู่ตัวเดียวผมไม่เห็นโลมาหรือนักล่าตัวอื่นเข้ามาร่วมพัวพัน ดูเหมือน Sailfish จะเป็นพระเอกวันนี้ สักพัก Sailfsih ก็เร่งความเร็วไล่ซาร์ดีนไกลออกไป น้ำขุ่นแบบนี้ทำให้ไม่สามารถติดตามได้ พอรู้ตัวผมพบว่าผมอยู่กลางน้ำที่วิสัยท้ศน์แย่มากอยู่คนเดียว ผมเห็นเงาปลาตัวโตว่ายผ่านมาเลยลองว่ายตามในใจคิดว่าเป็นโลมา ว่ายตามอยู่สักพักผมก็สังเกตุเห็นหางชัดขึ้นว่าไม่ใช่โลมาแต่เป็นฉลาม Bronze whaler ขนาดใหญ่มาก ตัวยาวเกือบ 3 เมตร ทำให้ผมตัดสินใจว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อกลับเรือดีกว่า เพราะรู้สึกเริ่มไม่ปลอดภัย

เราทุกคนรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็น Action แรกสำหรับทริปนี้ ทัศนวิสัยใต้น้ำทำให้การถ่ายภาพวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก ช่างภาพทุกคนตัดสินใจไม่ใช้ไฟ Strobe เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์ในสถานการณ์เช่นนี้ (ดิจิทะเล: นำ้ยิ่งขุ่นตะกอนเยอะ ไฟจะยิ่งสะท้อนตะกอนในน้ำ) อุณหภูมิน้ำทะเลวันนี้เย็นขึ้นจากเมื่อวานนิดหน่อย อยู่ที่ประมาณ 20°C ซึ่งเป็นสัญญานที่ดี เราตัดสินใจเคลื่อนเรือออกไปไกลจากชายฝั่งอีกหน่อยเผื่อว่าจะเจอน้ำใสขึ้นเล็กน้อย เราวิ่งเรือไปสักพักก็มีฝูงโลมา Pantropical dolphin ว่ายตามมา


   Pantropical dolphin มีลำตัวเล็กกว่าพวก Common dolphin กับ Bottle nose dolphin ลวดลายข้างลำตัวก็แตกต่างออกไป ด้านบนเป็นสีเทาเข้ม ท้องสีขาวอ่อนมีจุดประปรายที่ท้อง ที่ปลายจมูกจะมีแต้มสีขาวอยู่   

การถ่ายรูปสัตว์ในธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันมีสัญชาตญานการระมัดระวังตัวเองสูง เราอาศัยความอยากรู้อยากเห็นของโลมาเป็นตัวสร้างโอกาส แวบแรกที่เราลงน้ำทำให้มันอยากเข้ามาดูเรา เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนกระโดดน้ำ พวกมันจะว่ายมาดูเราในช่วงแรกแล้วก็จะว่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว

   Long-beaked common dolphin มีลายที่เป็นเอกลักษณ์มากคือข้างบนสีเทาดำ ข้างล่างสีขาว ลายสอดไขว้กันคล้ายรูปเลข 8 ตะแคงอยู่ และจมูกไม่มีแต้มขาว    

โลมาอีกพันธุ์ที่พบได้บ่อยในSardine run คือพันธุ์ Indo-pacific bottle nose dolphin พันธุ์นี้มีขนาดตัวใหญ่กว่า และมีลักษณะนิสัยอยากรู้อยากเห็นมากกว่า ทำให้เราถ่ายรูปได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่น เพราะมักจะชอบว่ายเข้ามาดูเราใกล้ๆ และคอยว่ายวกกลับมาเสมอ ผิดกับโลมาพันธุ์อื่นที่โฉบมาดูเพียงแวบเดียวแล้วก็ว่ายหายไปอย่างรวดเร็ว

   ฝูงโลมา Pantropical dolphin พบได้ในเวลาดู sardine run เช่นเดียวกัน    

ทั้งวันที่เหลือ เราพยายามค้นหา Bait ball ซาร์ดีนกันต่อไป เห็นฝูงนกอีกสองสามครั้ง เราก็พยายามโดดลงน้ำให้เร็วที่สุดแต่ดูเหมือนเป็น bait ball ที่ไม่มีความเสถียร พอโดดลงไปก็ย้ายไปหมดแล้ว เหลือแต่เกล็ดปลาลอยกลางน้ำให้ดูเป็นที่ระลึก ผมลองลงไปที่ความลึก 14 เมตร ท่ามกลางทะเลอันเวิ้งว้างก็เจอฉลาม Bronze whaler ว่ายป้วนเปี้ยนอยู่ 2-3 ตัว แต่ยังเข้าใกล้ไม่ได้มากพอที่จะถ่ายให้เห็นรายละเอียดที่จะอธิบายให้ได้ว่า Bronze whaler แตกต่างกับฉลามอื่นอย่างไร

ตกเย็นเหมือนว่าจะไม่มี Action ให้ลุ้นแล้ว เราก็มาเริ่มดูวาฬกัน วันนี้เจอ Humpback whale ประมาณ 6 ตัว breaching อยู่หลายครั้งเหมือนกัน มีฝูงหนึ่ง 4 ตัวพยายามว่ายเข้าหากันดูคึกคักมาก อาจจะเป็นฝูงตัวผู้ที่พยายามว่ายประกบตัวเมียเพื่อให้ใกล้ชิดตัวเมียมากที่สุด
วาฬเป็นสัตว์ที่มีภาษาทางกายหลายอย่าง นักวิชาการพยายามศึกษาและพยายามทำความเข้าใจแปลความหมายออกมา วันนี้ขอเสนอภาษาวาฬคำว่า “head lunge” คือการที่วาฬพยายามกระโดดเอาหัวพุ่งทะยานไปข้างหน้า นักวิชาการเขาอธิบายว่าพฤติกรรมนี้จะเห็นเมื่อฝูงวาฬตัวผู้พยายามว่ายไล่ประกบตัวเมียที่ใกล้ๆ ผิวน้ำ แต่ละตัวพยายามพุ่งตัวแข่งขันกันเพื่อให้ได้ใกล้ตัวเมียที่สุด

   วาฬ head lunge โชว์ให้เราเห็นก่อนกลับเข้าฝั่ง    

เกือบสี่โมงเย็นแล้ว วันนี้เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่รู้ว่ากระโดดขึ้นลงน้ำไปกี่รอบ แต่ก็เป็นวันที่ทุกคนหัวใจพองโต เรายังอยู่ด้วยความหวังต่อไป พี่กี้เป็นกัปตันที่ดีมาก ทุกวันจะตบท้ายให้กำลังใจเสมอว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่านี้แน่” ชีวิตคนเราหล่อเลี้ยงด้วยความหวังครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงอย่าสิ้นหวัง ขออำลาไปนอนสลบเหมือดด้วยภาพเพื่อนชาวนักล่าฝัน sardine run ที่มาจากไหนต่อไหนมิรู้ทั่วมุมโลก สู้ต่อไปครับ

   เพื่อนชาวนักล่าฝัน sardine run ที่มาจากทั่วทุกมุมโลก    

  Day 4  

วันที่ 4 เริ่มต้นด้วยอากาศที่หนาวเหน็บกว่าเดิม แต่อุณหภูมิน้ำก็ยังไม่เย็นอย่างที่เราต้องการยังอยู่ที่ 22 องศา วันนี้คลื่นที่เป็น Swell ใหญ่ๆ (ภาษาไทยเรียกว่าเดิ่ง) ไม่ค่อยมี แต่คลื่นเล็กๆ หัวขาวกระจายเต็มทะเลไปหมด กัปตันพี่กี้บอกว่าเมื่อวานได้ยินสายรายงานว่าแถวทางใต้ของ Port St.John มีซาร์ดีนเป็นกระเปาะเล็กๆ พี่กี้ตัดสินใจว่าวันนี้เราจะมุ่งลงใต้ที่สุดเท่าที่น้ำมันจะมีพอให้กลับมาได้ ว่าแล้วพี่กี้ก็ซัดเรือเต็มสปีดพุ่งออกไปเลย

ออกมาจาก Port St Johns ได้แป๊บเดียว เราก็เห็นฝูงนกทิ้งบอมบ์สร้างความหวังหนึ่งครั้ง แต่พอเข้าไปสังเกตุการณ์ก็เป็น Ball ที่ไม่มีความเสถียรเหมือนเดิม หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าลงใต้ ผลที่ได้คือความเงียบ เรียกว่าสากยังเป่าดังกว่าเลย ครึ่งวันเช้าเคลื่อนคล้อยไปด้วยความเงียบเหงา โลมาก็ไม่ค่อยมีให้เห็น นกก็มีน้อยจนนับตัวได้ เราได้เจอเพื่อนร่วมชะตากรรมระหว่างทาง ก็แวะทักทายถามข่าวสารข้อมูลตามประสาคนหัวอกเดียวกัน ข่าวที่ได้ก็คือเงียบเหมือนกันสินะ ก็ยิ้มให้กันแล้วก็อวยพรให้โชคให้ลาภก่อนจากกันไป

   เพื่อนร่วมเส้นทาง อวยพรให้กันตามประสาคนหัวอกเดียวกัน    

พี่กี้หันมาบอกเราว่ายังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก เขาจะไปทางใต้ต่ออีกนิดแล้วก็ค่อยวกเรือกลับ ผลที่ได้คือเงียบยิ่งกว่าเก่า เราก็เลยตัดสินใจค่อยๆ วิ่งเรือย้อนกลับทางเก่า ในระหว่างครึ่งวันเช้าที่เงียบเหงาเราได้เจอกับ Humpback whale 4 ตัว เราคอยตามพวกมันดูเผื่อว่าจะมีงานให้ทำบ้าง แต่ก็ดูเหมือนไม่ให้ความร่วมมือเลย เราพยายามใช้เวลาอยู่กับพวกมันให้มันรู้สึกผ่อนคลาย แล้วค่อยลองกระโดดลงน้ำหวังว่าจะได้โอกาสถ่ายรูปวาฬใต้น้ำ แต่วาฬกลับว่ายตัดเข้าไปใกล้ชายฝั่งที่ทัศนวิสัยไม่ดี ผลลัพธ์คือก็ได้แต่เห็น เห็นวาฬร่างมหึมาในความคลุมเครือว่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่คิดแม้แต่จะถ่ายรูป เพราะรูปที่จะได้น่าจะไม่มี Contrast เลย เรียกว่า Nothing on Nothing หลังจากเช้าที่เงียบเหงา วาฬที่ไม่เป็นมิตร เราก็พักกินข้าวบนเรือตากลมหนาวเหน็บ ไม่ค่อยมีใครพูดอะไรกัน

ช่วงเที่ยงเราก็วิ่งกลับย้อนทางเดิม เริ่มเจอนก Cape gannet เป็นกลุ่มใหญ่ เราคอยสังเกตุจนฝูงนกเริ่มทิ้งบอมบ์มีความถี่มากขึ้นก็เร่งสปีดเข้าไป แต่ดูเหมือนความเงียบเหงาของช่วงเช้าส่งพิษทำให้ทุกคนขาดความพร้อม กว่าจะเตรียมตัวพร้อมใส่อุปกรณ์เตรียมกล้อง ก็กลายเป็นโดดลงไปในเศษซากของงานเลี้ยงที่เพิ่งจบไป Bait ball ที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กๆ ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นเร็ว และจบลงอย่างรวดเร็ว เราเห็นฉลามป้วนเปี้ยนอยู่หลายตัวข้างล่าง พร้อมกับเศษเกล็ดปลาลอยละล่องอยู่กลางน้ำดูให้เจ็บใจเล่น เป็นบทเรียนว่าเราต้องเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์

   ฉลาม Blacktip shark ป้วนเปี้ยนหลังงานเลี้ยงที่เพิ่งจบไป    

ฉลามที่เห็นวันนี้ส่วนใหญ่เป็น Blacktip shark (Carcharhinus limbatus) ซึ่งเป็นคนละพันธุ์กับ Blacktip reef shark (Carcharhinus melanopterus) ที่่เรามักจะพบเห็นได้ตาม divesite ที่เป็นแนวปะการังใกล้กับเกาะ Blacktip shark นั้นจะพบเห็นกลางทะเลเปิดซะมากกว่า

Blacktip shark นั้นมีแต้มสีดำที่ปลายครีบบนและที่หางคล้ายกับ Blacktip reef shark แต่รูปร่างแตกต่างกันมาก ฉลามกลางทะเลเปิดนี้จมูกแหลมยาว และมีขนาดโดยเฉลี่ยใหญ่กว่าพวกตามแนวปะการังพอสมควร สามารถโตได้ถึง 2.8 เมตร วันนี้ที่เราเห็นส่วนใหญ่เป็นตัวขนาดย่อมๆ ประมาณ 1.5 – 2 เมตร

   ฉลาม Blacktip shark เป็นคนละพันธุ์กับ Blacktip reef shark    

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราถึงได้เห็นฉลามทั้งๆ ที่ไม่มี bait ballแล้ว ก็เพราะนิสัยฉลามซึ่งมีความอยากรู้อยากเห็นตามสัญชาตญาน พอมีอะไรโดดลงน้ำปุ๊บ ฝูงฉลามก็จะว่ายมาป้วนเปี้ยนปั๊บ แถมยังชอบว่ายตามหลังนักดำน้ำ พอเราหันหลังไปดู มันก็จะสะบัดตัวว่ายหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ผมอดคิดไม่ได้ว่าขนาดไม่มี bait ball เรายังเห็นฉลามป้วนเปี้ยนไปมาขนาดนี้ ถ้ามี bait ball ขนาดใหญ่มันจะรุมกันมาเยอะแค่ไหน

เราตัดสินใจไม่ติด strobe ลงน้ำกันเพราะต้องการความคล่องตัวใต้น้ำ และน้ำยังขุ่นอยู่ แต่การถ่ายฉลามโดยไม่มีไฟ ทำให้ไม่สามารถแสดงเอกลักษณ์เด่นของมันได้ โดยเฉพาะผิวหนังของฉลามที่ให้ความรู้สึกเป็น Metallic เวลาสะท้อนแสงแฟลชที่กระทบตัวมัน ผมคิดว่าในโอกาสต่อไปต้องหาโอกาสถ่ายรูปฉลามโดยใช้ไฟ Strobe ให้ได้

   ผิวฉลามจะสะท้อนแสงแฟลชขึ้นเงาเหมือนโลหะ แต่วันนี้เราไม่ได้พกแฟลชลงไปด้วย    

ฤดูกาลนี้กลางคืนมาถึงเร็วมาก ประมาณ 4 โมงเย็นก็แสงอาทิตย์ก็เหลือน้อยแล้ว เราก็ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของวัน ติดตามวาฬ Humpback วาฬบางตัวก็อารมณ์เบิกบาน กระโดด breaching ให้ดูหลายครั้ง ผมสังเกตุเห็นว่าวาฬ Humpback ที่เจอที่นี่หลายตัวมีส่วนท้องเป็นสีดำเกือบหมด ต่างกับวาฬท้องขาวที่เห็นจากรูปจนชินตา

   วาฬ Humpback breaching โชว์ส่วนท้องสีขาว    

   วาฬตัวนี้มีส่วนท้องเป็นสีดำ ในพื้นที่นี้ตัวที่ท้องสีดำจะมีเยอะกว่า    

วันนี้ดูเหมือนเป็นวันที่เงียบเหงากว่าเมื่อวาน พี่กี้ส่งเราที่ฝั่งพร้อมกับข้อความเดิมว่า ผมยังไม่ยอมแพ้ “พรุ่งนี้ต้องดีกว่านี้แน่”

  Day 5  

วันนี้เป็นวันที่ลมและคลื่นแรงอีกวัน เรือหลายลำถอดใจ แต่เราก็ยังคงดันทุรังออกไป เราไม่มีเวลาอยู่ที่นี่ตลอดไปต้องใช้โอกาสให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ออกไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเราก็ต้องยอมกลับ เพราะคลื่นแรงถ่ายรูปบนเรือก็แทบไม่ได้ โดนน้ำสาดตลอดเวลา แถมยังสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นบนผิวน้ำไม่ค่อยได้

พี่กี้ถือโอกาสนี้ขับเรือพาขึ้นไปทางเหนือสุดๆ ไปชมวิวข้างทางเป็นหน้าผาที่มีน้ำตกลงมาเรียกว่า “Waterfall bluff” แล้วก็กลับ บางวันในชีวิตเราก็อยากให้มันผ่านไปเร็วๆ เพื่อวันพรุ่งนี้จะมาถึง..

   มวิว Waterfall bluff ก่อนกลับเข้าฝั่ง    

  Day 6  

และแล้ววันใหม่ก็มาถึง เราได้ยินเสียงลมหวีดร้องโหยหวน ต้นไม้โยกไหวราวกับเต้นร็อค ทำลายขวัญกำลังใจเราตั้งแต่เช้ามืด เหมือนมีแววว่าไม่ได้ออกแน่นอน แต่บางครั้งสิ่งที่เห็นก็ไม่เหมือนสิ่งที่เป็น พี่กี้พาเราขึ้นไปดูบนยอดเขาสังเกตุคลื่นในทะเลปรากฏว่าแทบไม่มีคลื่นใหญ่ๆ เลย มีแต่ลมแล้วก็ดูเหมือนกำลังจะเบาลง เรากลับมาเตรียมตัวให้พร้อมออกทะเล

   จุดสังเกตุการณ์บนยอดเขาที่พี่กี้พาเราขึ้นมาเล็งคลื่นในทะเล    

บนฟ้าวันนี้ไม่ค่อยมีนก Cape Gannet ให้เราสังเกตุเห็นได้เลย ได้แต่ย้ำกับตัวเองว่า ความอดทน และการเฝ้ารอคือหัวใจของการตามหา sardine เรือวิ่งไปด้วยความเร็วสักพัก จู่ๆ พี่กี้ก็ชะลอเรือวกกลับ พร้อมกับบอกว่าเมื่อกี้ผมเห็นนกกำลังกินฉลามที่ตายอยู่ เรางงมากว่าพี่กี้ขับเรือเร็วๆ แบบนั้นสังเกตุเห็นได้ยังไง? พอวกกลับไปถึงก็เห็นนกตัวนึงลอยอยู่บนผิวน้ำจิกกินอะไรบางอย่างอยู่ เราก็เข้าไปดูใกล้ๆ เป็นฉลามตัวเล็กๆ น่าจะเป็น Dogfish ซึ่งเป็นฉลามน้ำลึกพันธุ์หนึ่ง ตัวยาวขนาดประมาณ 60 ซม.ส่วนหัวด้านหนึ่งถูกนกจิกกินไปแล้ว โอกาสที่จะได้เห็นฉลามชนิดนี้ในการดำน้ำแบบธรรมดา คงแทบเป็นไปไม่ได้เพราะมันอาศัยอยู่ในน้ำลึกมาก สังเกตุได้จากดวงตาขนาดใหญ่ที่วิวัฒนาการให้อยู่ในน้ำลึกที่แทบไม่มีแสงส่องถึงได้ ส่วนใหญ่จะพบเห็นฉลามชนิดนี้ได้ก็คือติดมากับอวนของเรือประมงนั่นเอง เราไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมฉลามตัวนี้ถึงมาพบจุดจบ ณ ตรงนี้ได้ แต่เราก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ถ่ายรูป Dogfish ว่าแล้วพวกเราก็กระโดดน้ำลงไปถ่ายซากฉลามดีกว่าไม่มีอะไรทำ

   ซาก Dogfish ฉลามน้ำลึก ลอยอยู่กลางทะเลได้อย่างไรไม่มีใครทราบสาเหตุได้    

เมื่อไม่มีนก Cape Gannet ให้สังเกตุ Bait ball การสังเกตุหา Sardine ก็เป็นไปได้ยากแต่โชคดีที่ทะเลวันนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ ทันใดนั้นพี่กี้ก็สังเกตุเห็นความเคลื่อนไหวอยู่บนผิวน้ำ เราเห็นครีบผลุบโผล่วนเวียนอยู่ ครีบหลังแบบนั้นไม่ใช่โลมาแน่นอน เป็นฉลามนั่นเอง พี่กี้บอกว่านั่นคงเป็น Bait ball อะไรสักอย่างแล้วก็บอกให้เราเตรียมตัวลงน้ำ ทุกคนไม่รอช้ากระโดดลงน้ำทันที

ตูม! สิ่งที่เห็นใต้น้ำนั้นคือ ฉลามขนาดใหญ่หลายตัวกำลังมุ่งหน้ามาหาเราด้วยความสงสัย ที่ไกลออกไปเราเห็นฝูงปลา Skipjack tuna กำลังพุ่งไปมาอย่างรวดเร็ว พวกมันมาทำอะไรกัน!? แล้วผมก็เห็นสิ่งหนึ่งใกล้ผิวน้ำ มันคือ bait ball!!! พระเจ้า! Bait ball ที่ดูเป็นบอลลูกแรก แต่ทำไมมันเล็กขนาดนั้น ขนาดไม่เกินสองลูกฟุตบอล แต่เอาเถอะยังไง bait ball ก็คือ bait ball น่าจะเป็น bait ball จากปลา anchovy ขนาดเล็กๆ ผมว่านี่เป็น bait ball ที่น่ารักที่สุดก็ว่าได้

   bait ball จิ๋วที่น่ารักที่สุดในสายตาของผม    

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปลา Skipjack Tuna พุ่งใส่บอลที่เห็น แล้วดูเหมือนฉลาม Bronze Whaler หลายตัวที่ป้วนเปี้ยนแถวนั้นกำลังหาจังหวะจัดการกับ Skipjack Tuna อีกที เรื่องธรรมดาของปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นเอง ถึงจะเป็น Bait ball ที่เล็กมากและมีผู้ล่าแค่ 2 ชนิดแต่ก็สร้างความตื่นเต้นได้พอสมควร

   ฉลามและ Skipjack tuna บางส่วนกำลังพุ่งใส่ bait ball เล็กๆ ของเรา คุณภาพภาพ capture จากวีดีโออาจไม่ดีเท่าภาพนิ่งเท่าไรครับ    

แต่ตอนนี้ดูเหมือนฉลาม Bronze Whaler เริ่มสงสัยเรามากขึ้น บางตัวว่ายตรงเข้ามาแล้วก็พุ่งด้วยความเร็วเหมือนจะชาร์จใส่แล้วก็สะบัดตัวหนีไป สร้างความหวาดหวั่นให้เราพอสมควรแต่ต้องควบคุมสติให้อยู่ เราเริ่มส่งสัญญาณกันใต้น้ำว่าเราควรจะอยู่ใกล้ชิดกัน เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น ถึงแม้เราจะรู้ว่าฉลามพวกนี้ไม่เป็นอันตรายกับเราและ bait ball ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ bait ball ขนาดใหญ่ที่จะทำให้เราตกอยู่ในอันตรายได้ แต่เราก็ว่ายมาอยู่ใกล้กันเพื่อความมั่นใจ

   ฉลาม Bronze Whaler เริ่มสนใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ    

สักพักใหญ่ๆ bait ball เล็กๆ นั้นก็ดูเหมือนจะสลายไป อาจจะถูกกินไปหมดเรียบร้อยแล้ว เราได้เรียนรู้จากการลงน้ำครั้งนี้ว่าเราทุกคนอยู่ใกล้ bait ball มากเกินไป ซึ่งอาจจะนำอันตรายมาสู่พวกเราในอนาคตถ้าเราเจอ bait ball ขนาดใหญ่กว่านี้ เพราะนักล่าทุกอย่างจะพุ่งเข้าโจมตี โดยไม่สนใจว่าอะไรอยู่ข้างในบ้าง ในอดีตเคยมีช่างภาพถูกฉลามกัดใน bait ball โดยบังเอิญ เรียกว่าไม่ใช่ความผิดของฉลาม แต่เป็นความผิดของนักดำน้ำที่เอาตัวเข้าไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ก้อน bait ball จะพยายามเคลื่อนที่เข้าหานักดำน้ำเพื่อใช้เราเป็นเกราะป้องกัน แต่เราก็ต้องพยายามว่ายหนีห่างออกมา

อย่างที่สองคือการที่เรากระจายกันล้อมรอบ bait ball ทำให้เราปิดทางไม่ให้พวกสัตว์นักล่าเข้ามาจัดการ bait ball อย่างเต็มที่ ไม่เกิด action ที่เราอยากได้ แถมยังบล็อกมุมการถ่ายรูปของกันเองอีกด้วย เราตกลงว่าคราวหน้าเราจะอยู่ใกล้ชิดกันที่ด้านเดียวกันของ bait ball เพื่อเปิดช่องให้สัตว์นักล่าเข้ามาทำงานสะดวกขึ้น

   Stephen Wong กำลังถ่ายภาพฉลามอยู่ด้วยความมุ่งมั่น    

อย่างสุดท้าย Stephen Wong ถูกฉลามพุ่งใส่หลายที ไม่ใช่พุ่งกัด มันเอาตัวมาชนด้วยความสงสัยแล้วก็ว่ายหนีไป มีอยู่ครั้งหนึ่งทัศนวิสัยแย่ลง จังหวะนั้นรอบๆ ตัวเราไม่มีฉลามสักตัว ผมละสายตาจากเขาไม่กี่วินาที พอผมหันกลับไปอีกทีเห็นฉลาม Bronze whaler ขนาดใหญ่กว่าตัว Stephen พุ่งเข้ามาชนด้านข้างของเขาอย่างรวดเร็วแล้วก็พุ่งหายไป ดูเหมือน Stephen จะเป็นตัวล่อฉลามอย่างมากวันนี้ เราสันนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นเพราะ fins สีเทาที่เขาใส่ เวลาสะท้อนแสงแล้วมันส่งประกายเงินวิบวับ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุเรียกความสนใจจากฉลามได้เป็นอย่างดี พรุ่งนี้ Stephen จะหา fins สีอื่นมาเปลี่ยน ถึงแม้จะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับอันตรายจากฉลามพวกนี้ แต่เราก็ไม่ควรประมาท

น้ำทะเลวันนี้ใสขึ้นพอสมควร แม้จะไม่ใสมากแต่ก็พอทำงานได้ การถ่ายรูปในน้ำที่มีตะกอนมาก ถ้าเราเลือกมุมของแสงไม่ดีโดยเฉพาะเวลาถ่ายย้อนแสง สิ่งที่ได้ก็คือแสงแฟลร์ และจุดตะกอนทั้งหลายเต็มภาพ แถมการกระโดดขึ้นลงน้ำบ่อยๆ ทำให้มักมีฟองอากาศเล็กๆ ติดอยู่ที่ผิวหน้าของ dome port ทำให้โฟกัสภาพไม่ได้ พอเราเห็น bait ball ความตื่นเต้นจะทำให้เราคุมสติไม่ค่อยอยู่ว่าควรทำอะไรยังไงบ้าง ผมต้องคอยเตือนตัวเองให้มีสติทุกครั้งที่ลงน้ำ เอามือกวาดทำความสะอาด dome port เพื่อให้พร้อมถ่ายภาพตลอดเวลา

ทุกวันที่ผ่านมาเราพยายามลงไปถ่ายรูป Humpback Whale ใต้น้ำ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถ้ามองเห็นได้ในระยะแค่ 2-3 เมตร น้ำที่ใสขึ้นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป อย่างที่เคยบอกวาฬพวกนี้คือวาฬที่กำลังอพยพขึ้นเหนือ เพื่อไปผสมพันธุ์และออกลูก ถ้าเป็นเราก็คงไม่ค่อยอยากหยุดพักเสียเวลากับอะไรเท่าไหร่นัก การจะถ่ายรูปวาฬที่นี่ได้จึงไม่ใช่สิทธิของมนุษย์ที่จะเลือกได้ว่าจะเข้าใกล้วาฬได้หรือไม่ วาฬเป็นฝ่ายเลือกเองว่ามันอยากจะเข้ามาใกล้เราหรือไม่

ถึงแม้ว่าที่ South Africa จะไม่ใช่จุดที่ดีที่สุดในการถ่ายรูป Humpback Whale เพราะพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมก็ตาม แต่บรรดาช่างภาพทั้งหลายที่แวะเวียนมา ก็ไม่ละความพยายาม ในบางที่เช่น Tonga นั้นมีชื่อเสียงในการเป็นจุดที่สามารถใกล้ชิดกับวาฬและถ่ายรูปได้ดี ซึ่งสถานที่เหล่านั้นก็คือเป็น Breeding ground หรือเป็นจุดหมายของการเดินทางอพยพ วาฬจะใช้เวลาที่อยู่ตรงนั้นผสมพันธุ์ แล้วก็เลี้ยงลูกน้อย วาฬจะอยู่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลายเพราะภารกิจของการอพยพเสร็จสิ้น ทำให้มนุษย์สามารถมีโอกาสใกล้ชิดกับวาฬได้มากกว่า

   ความพยายาม ความอดทน ความรู้ความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันออกมาเพื่อให้มีโอกาสได้ถ่ายรูปสักหนึ่งใบ    

ผมจำไม่ได้ว่าเราพยายามไปทั้งหมดกี่ครั้งถีงประสบความสำเร็จได้มาซักรูป ทุกรอบเริ่มจากกัปตันต้องเดาใจวาฬให้ออก แล้วก็ค่อยๆ ขับเรือดิงกี้คู่ไปกับวาฬโดยไม่เร่งรีบ และไม่ใกล้เกินไป ถ้าวาฬมีลักษณะผ่อนคลายไม่รีบดำน้ำหนีทุกครั้งที่เข้าใกล้เรา กัปตันจะเอาเรือไปลอยลำอยู่ข้างหน้าเขา แล้วปล่อยเราทุกคนลงน้ำอย่างแผ่วเบาไม่สามารถกระโดดตูมๆ น้ำกระจายได้ อย่าลืมว่าวาฬเป็นสัตวที่ใช้คลื่นเสียงในการดำรงชีวิต ถึงเราจะอยู่ไกลออกไปจนมองไม่เห็น แต่เขารู้ได้ว่าเราอยู่ตรงไหน เสียงที่ดังเกินจะทำให้วาฬไม่ชอบแล้วก็พาลดำน้ำว่ายเปลี่ยนเส้นทางหนีไปได้ พออยู่ในน้ำแล้ว เราก็ต้องภาวนาให้วาฬว่ายผ่านเรามาใกล้ๆ ถ้าวาฬไม่อยากเข้าใกล้เรา เขาจะว่ายเปลี่ยนเส้นทางหรือดำน้ำหนีไป เราก็ต้องกลับเรือเพื่อพยายามผูกมิตรใหม่อีกครั้ง ถ้าเริ่มเห็นว่าวาฬเริ่มรำคาญเราแสดงท่าทีว่ายเร็วขึ้น เปลี่ยนเส้นทางทุกครั้งที่เราเข้าใกล้ ก็ถึงเวลาต้องปล่อยเขาไป ไม่สร้างความเครียดให้กับวาฬ อย่าลืมว่าสัตว์ในธรรมชาติทุกชนิดก็มีสิทธิเสรีภาพที่จะดำรงชีวิตของเขาอย่างสุขสงบเท่าเทียมกับมนุษย์อย่างเรา

ในที่สุดความพยายามของเราก็ประสบความสำเร็จ เรากระโดดลงน้ำรอลุ้นให้เขาว่ายผ่านมาหาเรา วาฬ Humpback ตัวอวบอ้วน ขนาดประมาณ 8 เมตร เป็นวาฬวัยรุ่นที่ตัวไม่ใหญ่นัก ว่ายตรงเข้ามาที่ผม ภาพที่ปรากฎให้เห็นเหมือนสิ่งมหัศจรรย์ วาฬเคลื่อนตัวมาใกล้ๆ แล้วค่อยๆ ดำน้ำหายลงไปช้าๆ ผมมองตาตอนเขาว่ายผ่านผมไป ตาของวาฬมองมนุษย์อย่างเราทุกคนจนกระทั่งผ่านไป อาจจะมองด้วยความระแวดระวัง ความขี้สงสัยตามประสาของสัตว์ที่มีความฉลาด ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่จังหวะนั้นผมเชื่อว่าหัวใจของทุกคนจะเต้นแรง หัวใจผมเต้นแรงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น

   วาฬวัยรุ่นตัวอวบอ้วนผ่านเข้ามาเปิดโอกาสให้เราได้ถ่ายภาพ    

บางจังหวะวาฬเข้ามาใกล้มากจนไม่สามารถเก็บภาพวาฬทั้งตัวได้ แต่ก็ทำให้ผมได้มองรายละเอียดบนลำตัวของวาฬได้อย่างชัดเจน บนลำตัววาฬจะมีร่องรอยขีดข่วนบนตัวมากมายตัดกับสีเทาเข้มของตัววาฬ ร่องรอยที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นรอยที่เกิดจากการต่อสู้กันเองในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ที่บริเวณคางของวาฬจะเต็มไปด้วยเพรียงทะเลเกาะอยู่ซึ่งก็คล้ายกับหอยที่มีเปลือกแข็ง เวลาวาฬต่อสู้กันมันก็จะใช้เพรียงเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการกระโดดเอาใต้คางฟาดวาฬตัวอื่น ทำให้เป็นอาวุธร้ายแรงได้ในทันที

   ร่องรอยจากการต่อสู้ เป็นตัวบอกประสบการณ์ชีวิตที่ชัดเจน    

วาฬสัตว์ที่เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ผ่านวิวัฒนาการจนกลับไปดำรงชีวิตในทะเลได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ขนาดที่ใหญ่โตมาพร้อมกับพละกำลังมหาศาล ลองนึกดูว่าวาฬสามารถพาตัวพุ่งทะยานขึ้นเหนือน้ำโดยแค่ใช้แรงจากการสะบัดหางอันทรงพลังเท่านั้น การจะเข้าใกล้วาฬจึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะความโชคดีที่วาฬเข้าใกล้เรามากเป็นพิเศษ อาจจะกลายเป็นความโชคร้ายถ้าเราโดนครีบของวาฬฟาดมาโดนตัวเราซึ่งก็เคยมีอุบัติเหตุอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้ว การถ่ายรูปสัตว์ขนาดมหึมาแบบนี้ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา

   Stephen Wong บอกผมว่า ถึงแม้จะเคยถ่ายรูปวาฬมาแล้วมากมาย เขาก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มีประสบการณ์ถ่ายรูปวาฬ    

ถึงเวลาที่เราต้องกลับฝั่งไปพักผ่อน สะสมแรงพลังเพื่อวันพรุ่งนี้ต่อไป วันพรุ่งนี้ถึงจะไม่รู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า เราก็เฝ้ารอให้มันมาถึงเร็วๆ

… การเดินทางของนุยังไม่จบแค่นี้ ติดตามต่อ ตอนที่ 2 (ตอนจบ) ต่อกันได้เลย

About the Author

นุสถาปนิกหนุ่มที่เปลี่ยนสายมาทุ่มเทพลังให้กับโลกใต้น้ำ ปัจจุบันทำงานเป็น videographer และ dive guide เต็มเวลาบนเรือ liveaboard ที่วิ่งตามจุดดำน้ำระดับโลก อย่างเช่น โคโมโด ปาเลา ราชาอัมพัต นอกจากนั้นนุยังมีดีกรีเป็นช่างภาพใต้น้ำที่ได้รางวัลจากการประกวดระดับโลกมาแล้วด้วย

View all posts by นุ

Share this: