ตามล่า Sardine Run (part 2) ตอนจบ

ตามล่า Sardine Run (part 2) ตอนจบ

เรื่องและภาพ: ภาณุพงศ์ นรเศรษฐ์กมล

นุ นักดำน้ำหนุ่มชาวไทย ออกเดินทางเพื่อมีส่วนรวมในปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ของโลกใต้ทะเล Sardine Run ที่แอฟริกาใต้ เมื่อปีที่แล้ว (2012) นุไปเสี่ยงดวงกับ sardine run หนแรก และติดใจจนขอกลับไปอีกครั้งในปีนี้ (2013) นุอัพเดทสถานการณ์สดให้เราทางเมืองไทยกันวันต่อวัน ผ่านทางfacebook digitalay นี่คือเวอร์ชั่นปรับแก้เพื่อให้อ่านรวดเดียวได้อย่างนุ่มนวล เนื่องจากความยาวของเนื้อเรื่อง 14 วัน จึงขอแบ่งเป็น 2 ตอนจบ อ่านตอนแรกได้ที่นี่ และนี่คือตอนจบของการเดินทาง

  Day 7  

วันนี้มีโอกาสเจอ พี่นัท สุมนเตมีย์ กับทีมงานโลกโสภาที่มาร่วมประสบการณ์ Sardine run ครั้งนี้พร้อมๆ กัน บางทีเราก็เจอใครบางคนในทะเลง่ายกว่าแถวๆ บ้าน

   พี่นัท สุมนเตมีย์ โบกไม้โบกมือให้เราเห็นชัดแต่ไกล เราเข้าไปใกล้ทักทายอวยพรให้กันและกัน    

เมื่อวานน้ำใสขึ้น และเริ่มมี Action ตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมมีข่าวลือจากเรือบางลำว่าได้เจอกับ Great White Shark (ดิจิทะเล: ฉลามขาวตัวเอกจากหนังเรื่อง JAWS) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ถึงจะไม่บ่อยก็ตาม ทำให้เช้านี้มีเรือจำนวนมากพร้อมใจกันออกมาอย่างคับคั่ง เรียกว่าเป็นมหกรรมย่อมๆ เลยก็ว่าได้

   วันนี้มีเรือจำนวนมากพร้อมใจกันออกมาอย่างคับคั่ง    

เช้านี้พวกนก Cape Gannet ดูคึกคักเป็นพิเศษ นกสองสามร้อยตัววนเวียนแถว Port St. Johns ทิ้งบอมบ์ลงน้ำจับปลากันอย่างคึกคัก สิ่งที่เราต้องทำคือติดตามฝูงนกและสังเกตุความถี่ในการทิ้งบอมบ์ลงน้ำของมัน ถ้าจำนวนนกก็ค่อยๆ เยอะขึ้น และถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำที่เดิมจนเริ่มเห็นฟองน้ำแตกกระจายกลายเป็นบ่อน้ำสีฟ้าอ่อนสวยงาม และถ้ามีโลมาว่ายเวียนอยู่ด้วย นั่นแหละ bait ball ที่เราตามหาแน่ๆ

   cape gannet เช้าวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ    

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น หัวใจสำคัญที่สุดคือความเร็ว ต้องขับเรือไปถึงจุดนั้นให้เร็วที่สุด และลงน้ำให้ได้เร็วที่สุด โอกาสที่จะได้เจอโคตร bait ball ขนาดใหญ่เท่าสนามเทนนิสแบบที่เห็นในสารคดี BBC นั้นยากมาก การเกิดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โคตร bait ball นั้นอาจจะคงอยู่ได้เป็นชั่วโมง เปิดโอกาสเราใส่แท้งค์กระโดดลงน้ำช้าๆ ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ

แต่ bait ball ที่เราอาจจะมีโอกาสสัมผัสได้ง่ายกว่าคือ bait ball เล็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและก็สลายไปอย่างรวดเร็ว บางทีแค่เตรียมตัวจะลงน้ำยังไม่เสร็จมันก็หายไปแล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็คือหยิบฉวยโอกาสทุกครั้งที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้ ถึงส่วนใหญ่มันอาจจะเป็นความล้มเหลวแต่เราก็ต้องลองทุกครั้ง ถ้าพลาดจังหวะ เราก็ต้องกลับขึ้นเรือให้เร็วที่สุดเพื่อติดตามฝูงนก แล้วลงน้ำใหม่อีกครั้ง บางทีเราทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเกือบสิบรอบโดยไม่เห็นอะไรเลย แต่ที่นี่ไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่ยอมแพ้ง่ายๆ

   คู่ช่างภาพมืออาชีพ Stephen Wong และ Takako Uno แสดงตัวอย่างการเตรียมพร้อมอยู่เสมอให้เห็น ด้วยการนั่งกินข้าวพร้อมกับใส่แท้งค์ดำน้ำ สามารถโดดลงน้ำได้ตลอดเวลา    

ปีที่แล้วผมเคยมาที่นี่แล้วและมีประสบการณ์ความผิดพลาดที่ผมเจอมากับตัว บนเรือปีที่แล้วผมเสียเวลาในช่วงถอดใส่อุปกรณ์ดำน้ำไปเยอะมาก กว่าทุกคนจะแต่งตัวได้เสร็จ กว่าจะลงน้ำ กว่าจะถอด BCD เพื่อปีนกลับขึ้นเรือ แล้วกลับมาใส่ใหม่รอลงน้ำอีกครั้ง นอกจากนี้การทำงานเป็นทีมก็เป็นเงื่อนไขสำคัญอีกอัน ถ้ามีคนนึงบนเรือยอมแพ้ง่ายๆ พลังใจรวมของทั้งลำก็จะถดถอยตามกันไป ปีนี้ผมเลือกมากับคนที่คุ้นเคยกัน และตัดสินใจเพิ่มความเร็วตอนลงน้ำด้วยการใช้ Pony tank หรือถังอากาศขนาดเล็กๆ 6 ลิตร แทนถังอากาศ size มาตรฐาน ไม่มี BCD มีแต่ Regulator ประกบกับถังซึ่งพอเพียงสำหรับดำน้ำตื้นๆ ระยะเวลาสั้นๆ ขึ้นลงน้ำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องถอด BCD เข้าออก ถ้าได้เจอ Super bait ball ที่มีเวลาให้ผมเป็นชั่วโมง ผมถึงจะใช้ถังขนาดมาตรฐาน

   pony tank ขนาด 6 ลิตร ลดเวลาในการเตรียมตัวก่อนลงน้ำ และตอนกลับขึ้นเรือไปได้เยอะมาก    

กัปตันพี่กี้ตะบี้ตะบันเรือไปสู่จุดที่มีฝูงนกทิ้งบอมบ์อย่างต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว เราเป็นเรือลำแรกที่ไปถึงจุดนั้น เรารออยู่สักพักเพื่อสังเกตุท่าทีของฝูงนกว่ามีความต่อเนื่องต่อ Action ที่เกิดหรือไม่ ตรงนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ของกัปตันเรืออย่างมากในการประเมินสถานการณ์ เพราะถ้าเขาบอกเราให้ลงน้ำแล้วกลายเป็น bait ball ที่ไม่เสถียร เกิดและหายไปอย่างเร็ว แล้วฝูงนกย้ายไปทิ้งบอมบ์เกิดเป็น bait ball ลูกใหม่ที่ดีกว่าเก่า กว่าเราจะกลับมาเรือ กว่าเราจะเตรียมพร้อมกระโดดน้ำครั้งใหม่อาจจะไม่ทันเวลา

พี่กี้ใช้ความนิ่งพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนใช้ตา X-ray จนเขาแน่ใจ แล้วก็หันมาตะโกนบอกทุกคนว่า มันคือ bait ball ลงน้ำเดี๋ยวนี้! แล้วก็ทำมือบอกทิศให้เรารู้ว่าต้องว่ายไปทางไหน

เมื่อผมลงน้ำสิ่งที่เกิดในวินาทีแรกคือความมึนงง ตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูก หลงทิศทาง ฉะนั้นต้องควบคุมสติสังเกตุหาศูนย์กลางของฝูงนกก่อนจะดำลงไป วันนี้น้ำกลับมาขุ่นกว่าเดิม ทำให้การมองเห็นทำได้ยาก สิ่งที่ผมเห็นคือนก Gannet ทิ้งดิ่งอยู่รอบๆ ตัว ทันใดนั้นนกตัวหนึ่งก็ทิ้งบอมบ์ลงมาบนตัวผม ผมยังไม่ทันตั้งตัวหันขึ้นไปดูได้จังหวะพอดี ก็กดมาเผื่อๆ รูปนึงตามนั้น

   Cape Gannet ตัวนี้จู่ๆ ก็ทิ้งดิ่งลงมาเหนือหัวผมพอดี    

ผมมึนงงใต้น้ำสักพักแต่ในไม่ช้าเราก็สังเกตุเห็นประกายสีเงินสะท้อนแสงวิบวับ เป็น bait ball ขนาดเล็กๆ นั่นเอง มีโลมา และนกกำลังชุลมุนกันอยู่ น้ำไม่ใสทำให้การถ่ายรูปทำได้ยากลำบาก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

เราไม่ใช่แค่เรือลำเดียวที่มาถึงจุดนี้ พี่กี้บอกเราว่าจริงๆ แล้วกัปตันเรือทุกคนจะรู้กติกามารยาทของ Sardine run ถ้า bait ball มีขนาดไม่ใหญ่ ตามมารยาทแล้วเรือลำแรกที่เห็น bait ball มีสิทธิส่งนักดำน้ำลงก่อน และเรือลำแรกนั้นจะเป็นคนตัดสินใจว่าทิ้งช่วงเวลาแค่ไหนเรือลำอื่นจึงจะปล่อยนักดำน้ำลงน้ำตามไปได้ เพราะการลงน้ำของนักดำน้ำสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมนักล่าที่เข้ามาและอาจส่งผลทำให้ bait ball นั้นหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้ bait ball เป็นของหายาก แถมวันนี้ยังมีคนออกมาเป็นจำนวนมาก ทุกคนจึงแข่งขันกันถึงที่สุด เรืออีกลำหนึ่งที่ตามมาถึงหลังจากเราไม่นานไม่พูดพล่ามทำเพลง พอเขาสังเกตุพวกเราใต้น้ำว่าเจอ bait ball แล้ว เรือลำนั้นก็ปล่อยนักดำน้ำลงมาบนหัวพวกเราพอดี ดูเหมือนไม่ใช่แค่สงครามระหว่างผู้ล่ากับนักล่าใต้น้ำแล้วเท่านั้น สงครามอีกแบบก็กำลังจะเกิดขึ้น

   เรืออีกลำที่ตามมาเห็นเป็นเงาดำทาบอยู่เหนือพวกเราพอดี    

นักดำน้ำที่เพิ่งโดดลงมาคนหนึ่งเขาสังเกตุเห็นผมกับ Stephen กำลังถ่ายรูป bait ball เล็กๆอยู่ เขาก็ว่ายตรงดิ่งเข้ามาแล้วก็เอาตัวเบียดแทรกระหว่างผมกับ Stephen ซึ่งผมก็พอเข้าใจได้ว่าในอารมณ์นั้นใครๆ ก็ตื่นเต้นอยากได้รูป แต่ส่ิงที่เกิดขึ้นก็คือนักดำน้ำคนนั้นก็ว่ายตัดหน้าผมระหว่างที่กำลังถ่ายวีดีโออยู่ บางจังหวะก็ว่ายมาเบียดจนชนผม สร้างความรำคาญใจให้ผมพอสมควร ผมเข้าใจว่าปรากฎการณ์ธรรมชาติอย่างนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และผมก็อยากให้ทุกคนที่เสียเงินเสียเวลามากมาย ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อร่วมค้นหามัน ได้รับประสบการณ์และมีความสุขทุกคน แต่ผมคิดว่าบางทีเราก็ต้องเตือนตัวเราเองด้วยว่าบางครั้งความอยากก็ทำให้เราไม่มีสติ และทำทุกอย่างโดยไม่สนใจใคร

bait ball ลูกนี้เกิด Action ไม่นานนัก ก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ถึงจะเป็น Action เล็กๆ ผู้ล่ามีไม่เยอะแต่เราก็ดีใจที่ได้เห็นมัน

   ภาพ Capture จาก VDO ครับ เลยไม่ค่อยชัด สงครามระหว่างนักล่ากับผู้ล่าที่เกิดขึ้น ฝูงปลา นก โลมา และฉลาม    

พอกลับขึ้นเรือผมก็เล่าเหตุการณ์ใต้น้ำให้พี่กี้ฟังแบบผ่านๆ ผมสรุปว่าไม่เป็นไรผมเข้าใจ พี่กี้บอกว่าเรือลำนั้นทำผิดมารยาทหลายอย่าง และด้วยน้ำใจนักเลงพี่กี้ก็ขับเรือเข้าไปหาเรือลำนั้น ปะทะคารมกันเล็กน้อย ผมกับทุกคนบนเรือบอกว่า ช่างมันเถอะ สิ่งที่เราควรทำคือลืมมันแล้วก็มีสมาธิกับการค้นหา bait ball ลูกต่อไปดีกว่า หลังจากนั้นฝูงนกก็ดูเงียบๆ ลงไป เราก็เลยตัดสินใจกลับฝั่ง

  Day 8  

หลังจากสงครามดราม่าเล็กน้อยเมื่อวานนี้ วันนี้เราเริ่มต้นพร้อมสู้อีกครั้ง แต่นก Gannet ที่คึกคักมากเมื่อวาน วันนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด เราไม่ค่อยสังเกตุเห็น Action ต่างๆ มากนัก

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจกับทะเลที่นี่คือจำนวนประชากรฉลาม เคยอ่านเรื่องราวเก่าๆ ในทะเลบางที่ที่คนโบราณเขาเล่าว่าโดดลงไปในทะเล แล้วก็มีฉลามมาว่ายวนเวียนล้อมรอบสร้างความหวาดกลัวให้คนตัวเล็กๆ อย่างเราไหมครับ ที่นี่เป็นเหมือนอย่างเรื่องเล่านั้นเลย ทุกครั้งที่เรากระโดดลงน้ำใกล้ๆ ชายฝั่ง รอสักพักไม่นานก็จะมีฉลามว่ายมาวนเวียนให้ความสนใจ ฉลามประมาณ 20 ตัวมาว่ายวนเวียน โดยไม่ต้องใช้เหยื่อล่อหรือ bait ball หรืออะไรเลย ทำให้ผมเข้าใจคำบรรยายที่พูดกันถึงทะเลแถบนี้ไว้ว่ามันเป็น “ทะเลอย่างที่มันควรจะเป็น”

   ทุกครั้งที่เรากระโดดลงน้ำใกล้ๆ ชายฝั่ง รอสักพักไม่นานก็จะมีฉลามว่ายมาวนเวียนให้ความสนใจ    

ปีที่แล้วผมได้ไปแวะ divesite อีกที่หนึ่งใน South Africa คือ Aliwal shoal เมือง Umkomass ที่ตั้งของ Aliwal shoal เป็นเมืองเล็กๆ ที่เรียกได้ว่าเงียบมากสุดๆ เมืองนี้สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำที่ Aliwal shoal ปีๆ นึงไม่น้อย ที่ Aliwal shoal จะมีการดำดูฉลามแบบใช้ Shark bait คือเอาเหยื่อมาล่อ แต่ไม่ได้ให้อาหารฉลามนะครับ แค่เอาเหยื่อมาล่อ สักพักไม่นาน Blacktip shark ประมาณ 30-40 ตัวก็ว่ายมาล้อมรอบเรืออย่างกับปลาดุกหน้าวัด ในความรู้สึกของทุกคนก็คงจะรู้สึกน่ากลัว แต่สำหรับผมคือความประทับใจเกี่ยวกับจำนวนประชากรฉลามของที่นี่ ที่เขายังคงสามารถรักษาให้มันคงอยู่ได้

   ที่ Aliwal shoal พอปล่อยเหยื่อล่อปุ๊บ ฉลามก็มาปั๊บ    

เวลาผมโพสรูปฉลามเยอะๆ คำถามแรกที่มักจะได้รับเสมอๆ คือ มันดุไหม อันตรายไหม? ผมว่าพวกเราเสพย์ภาพฉลามจากสื่อมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นหนัง เรื่องเล่าขานต่อกันมา ซึ่งบางเรื่องก็เป็นนิยายแต่งเกินจริง หรือบางข้อมูลก็มาจากคนที่ไม่เคยเห็นฉลามตัวเป็นๆ ในชีวิตจริงเลยด้วยซ้ำ โดนปลูกฝังภาพในหัวเรา ในจิตใต้สำนึกว่า ฉลามคือเครื่องจักรกินคน ไร้ความรู้สึก แววตาเย็นชา ถ้าเราทำความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์อย่างฉลามให้ดี ไม่ใช้จินตนาการที่เกิดจากการเสพย์สือบันเทิงมากไปนักจะพบว่า สัตว์อย่างฉลามสามารถทำอันตรายมนุษย์ได้ก็จริง แต่มันไม่ใช่เครื่องจักรสังหารไร้จิตใจเหมือนที่เราสร้างภาพให้มัน

ถ้าจะถามเรื่องฉลามดุไหม ไม่กลัวเหรอเวลาว่ายอยู่กับมันเยอะๆ ผมขอตอบแบบนี้แล้วกันครับ ในความเห็นส่วนตัวผมฉลามดุและอันตรายครับ มันเป็นสัตว์ป่าในธรรมชาติ และมันมีฟันที่แหลมคม แต่มันไม่ใช่สัตว์หิวกระหายเลือดที่เมื่อไรเห็นมนุษย์ก็จะพุ่งเข้ามากัด ทำร้ายเราแน่นอน แม้กระทั่งฉลามที่น่าเกรงขามที่สุดอย่าง Great white shark ผมไม่คิดว่า เมื่อเราลงไปในน้ำเจอมันปุ๊บมันจะพุ่งเข้ามากัดทำร้ายเราเหมือนในจินตนาการแน่นอน สถิติฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิตมีอยู่ทุกปี แต่จำนวนนั้นน้อยกว่าคนโดนผึ้งต่อยจนเสียชีวิตในแต่ละปีเสียอีก การที่สัตว์ป่าในธรรมชาติทำร้ายคนผมเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุผลของมันครับ ฉลามเป็นสัตว์ขี้สงสัย การกัดด้วยความสงสัยเพียงหนึ่งครั้งอาจนำมาซึ่งการบาดเจ็บอย่างรุนแรงได้ การใกล้ชิดกับสัตว์อย่างฉลามจึงต้องระมัดระวังเชื่อฟังคำแนะนำของผู้ที่มีประสบการณ์ ไม่สร้างความเสี่ยงให้ตัวเองตกเป็นเป้าอันน่าสนใจของฉลาม

เรื่องน่าประหลาดใจที่ไม่มีบอกไว้ตามรายการบันเทิงที่คอยกล่อมเรา คือฉลามกลัวมนุษย์พอๆ กับที่เรากลัวมันแหละครับ และถ้าเทียบกับจำนวนฉลามที่มนุษย์ฆ่าสังหารในแต่ละปีเพื่อนำหูฉลามมาบริโภคแล้ว ผมคิดว่ามนุษย์น่ากลัวกว่าฉลามเยอะครับ

ฉลามเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารมากเพราะเป็นนักล่าระดับชั้นยอดของห่วงโซ่อาหาร และการที่เห็นฉลามตัวเป็นๆ ในทะเลสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในการท่องเที่ยวมากกว่าซากฉลามที่ตายแล้วในถ้วยซุปแน่นอนครับ หยุดบริโภคหูฉลามกันเถอะครับ

   Shark bait dive ที่ Aliwal Shoal ฉลาม Blacktip sharks ว่ายรายล้อมไดฟ์มาสเตอร์ด้วยความสนใจ บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นมิตรครับ    

ฉลามที่พบเห็นมากที่สุดใน Sardine run ครั้งนี้คือฉลาม Copper Shark หรือ Bronze whaler (Carcharhinus brachyurus) จริงๆ สังเกตุได้ยากมากว่าแตกต่างจากฉลามพันธุ์อื่นอย่างไร แต่ที่ลำตัวจะมีเฉดสีเทาอมประกายชมพูนิดๆ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Copper sharkครับ

   Bronze whaler หรือ Copper Shark เปล่งประกายเจือสีอมชมพู    

วันนี้ไม่มี bait ball ปรากฎให้เห็น แต่ระหว่างที่ว่ายดูฉลามเราก็สังเกตุว่ามีฝูงปลาจำนวนมากแต่ไม่ใช่ปลาซาร์ดีนแต่เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งว่ายไหลผ่านเหมือนแม่น้ำไหลหลากผ่านไปเป็นจำนวนมาก แต่ดูเหมือนผู้เล่นมากันครบแล้ว ทั้งโลมา นก ฉลาม ขาดแค่รอให้กลไกอะไรซักอย่างที่ทำให้ทุกอย่างทำงานร่วมกัน แล้วเราก็คงจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้น

   ปลาอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่ sardine แต่ว่ายไหลผ่านไปเป็นสายเหมือนแม่น้ำ    

  Day 9  

ตามแผนเดิมเราตั้งใจไว้ว่าจะออกทะเลรวมๆ กันประมาณ 12-13 วัน เมื่อถึงวันที่ 9 แน่นอนว่าก็มีเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา ตอนเช้าเราขึ้นไปดูสภาพอากาศก็พบว่ามีเมฆมาก พยากรณ์อากาศก็บอกว่ามีแนวโน้มว่าฝนจะตก อาการแผ่วก็เลยมาเยือนเรา เราตัดสินใจกันว่าวันนี้เราจะงดออกเรือพักผ่อนเอาแรงกันสักวัน ใครจะรู้ว่าอาการแผ่ววันนี้ทำให้เรามีเรื่องคาดไม่ถึง

เมื่อตัดสินใจไม่ออกเรือ ผมก็ลองสำรวจดูรอบๆ โรงแรมที่พัก ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ Sardine run เอามาฝากคร่าวๆ แล้วกัน พูดถึง bait ball อาจจะมีบางคนยังงงอยู่ว่าที่พูดถึงมันคืออะไร? bait ball เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ฝูงปลาซึ่งเขาเรียกกันว่า bait fish ซึ่งไม่ใช่หมายถึงแค่ Sardine อย่างเดียว เมื่อถูกสัตว์นักล่าโจมตี ก็จะมีพฤติกรรมหนีตายเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยการรวมตัวกันสร้างรูปแบบการว่ายน้ำเป็นลักษณะคล้ายๆ ลูกบอลกลมๆ ซึ่งจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนรูปทรงไปมาอย่างรวดเร็ว ตัวที่หลุดออกจาก bait ball ก็มักจะถูกกินก่อนเพื่อน มันจึงพยายามรักษารูปแบบของ bait ball ไว้ ท้ายที่สุดแล้ว bait fish อาจจะถูกสัตว์นักล่ากินจนหมด หรืออาจจะหนีรอดได้ไปบางส่วน

   บรรดา bait fish ที่สามารถพบเห็นได้ในบริเวณนี้    

ที่เห็นในรูปคือ บรรดา bait fish ที่สามารถพบเห็นได้ในบริเวณนี้ ซึ่งไม่ได้มีแค่Sardineอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Sardine จะเป็น bait fish ที่เราต้องการเจอมากที่สุด เพราะมันว่ายน้ำช้าทำให้เกิด bait ball ที่คงที่อยู่ได้นานที่สุด ในขณะที่ bait fish ชนิดอื่นสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่า ทำให้ bait ball ที่เกิดขึ้นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และอาจหายไปอย่างรวดเร็วด้วย

เมื่อวานเราตอนที่เจอปลาว่ายไหลผ่านเป็นสายน้ำ พี่กี้อยากจะรู้ว่ามันเป็นปลาชนิดใด เลยลองใช้เบ็ดตกปลาขึ้นมาดู ใช้เวลาไม่นานก็ได้ปลามาดู อย่างตัวนี้เขาเรียกว่า Red eye (Etrumeus teres) ซึ่งมีเยอะที่สุดในขณะนี้ แต่ bait ball ที่เกิดจากปลา red eye มักจะเคลื่อนที่เร็วมาก และหายไปอย่างรวดเร็ว

   Red eye ที่พี่กี้ตกขึ้นมาเช็คดู    

พี่กี้พยายามตกอยู่หลายครั้ง แล้วก็โชว์ปลา sardine ที่ถูกต้องให้เราดู บอกตรงๆ ว่า งง มันแตกต่างกันยังไง? เขาพยายามอธิบายว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ลองสังเกตุดูมันจะมีจุดสีดำๆ เป็นแนวข้างลำตัว นี่แหละคือ sardine ที่เราต้องการ

   ปลา sardine จะมีจุดสีดำๆ ข้างลำตัว    

แต่มันต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างเพื่อทำให้เกิด sardine bait ball ขึ้น ในบางปีที่น้ำอุณหภูมิสูงเกินไป sardine ก็จะว่ายอยู่ที่ลึกและก็ว่ายเลยผ่านชายฝั่งไปเลย นอกจากปลา Sardine แล้ว ยังมีตัวละครตัวอื่นอีกที่เป็นองค์ประกอบทำให้ bait ball เกิดขึ้น

ผมเห็นข้อมูลเป็น Graphic info เกี่ยวกับ sardine run ที่จัดทำโดย Earth-Touch ซึ่งผมว่าเขาทำได้ดีมากเลยโดยเรียกสัตว์ที่มีบทบาทใน sardine run แต่ละตัวตามหน้าที่ของมัน เช่น เรียก โลมาว่าเป็น The Herder (ผู้ไล่ต้อนฝูง), ฉลามคือ The Tracker, วาฬบรูด้าคือ The Gulper (วาฬบรูด้าจะโผล่มาหลังจากมี bait ball ขนาดใหญ่มากเกิดขึ้น และมักจะฮุบกินเลยทีเดียวหมด)

ถ้าใครสนใจลองเข้าไปดูที่เขาแปะไว้ในเวปบางส่วนก็ได้ครับ แต่มีไม่ครบหมด


   Infographic โดย Earth-Touch บอกถึงบทบาทชองสัตว์แต่ละตัวต่อ sardine run   

อ่านข้อมูลเสร็จผมก็กลับเข้ามานอนพัก จู่ๆ กัปตันพี่กี้ก็มาเคาะประตูอย่างรีบเร่งพอเปิดประตู พี่กี้ก็พูดอย่างเคร่งเครียดว่า “เรือที่ออกไปเขาพึ่งเจอ bait ball ลูกใหญ่ เราต้องออกเรือเดี๋ยวนี้เร็วที่สุด” แน่นอนความรู้สึกตอนนั้นคือ โธ่! เราอดทน ทำงานหนักมาหลายวัน นี่เป็นวันแรกและวันเดียวที่เราพัก แต่แล้วมันก็ต้องเกิดขึ้น เราทุกคนรีบแต่งตัว เตรียมตัวไปเครียดไปไม่มีใครพูดอะไรกันมากมาย แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ทุกคนคิดในใจคงไม่แตกต่างกันมากนัก กว่าจะออกเรือได้ กว่าจะไปถึงจุดหมายอีก เราไม่รู้ว่าออกไปแล้ว bait ball จะเกิดขึ้นอีกไหม เสียดาย เสียใจ แต่ทุกคนก็ต้องสงบ เยือกเย็น คิดในแง่บวก เรารีบออกเรือมุ่งหน้าสู่ทะเลที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่อย่างเร็วที่สุด

ทะเลมืดครึ้มคลื่นลมพอสมควร เรารีบบึ่งไปยังจุดที่พี่กี้ได้ข้อมูลว่าเกิด bait ball ขึ้นอย่างเร็วที่สุด ก็พบเรือหลายลำอยู่บริเวณนั้น แต่คำตอบที่ได้รับก็คือ “มันจบไปแล้ว” เขาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นประมาณ 20 นาที Baitball ขนาดไม่ใหญ่มากนักแต่มี Action เกิดขึ้นมากมายทั้งโลมา ฉลาม Sailfish นก Gannet ทุกตัวไล่กินฝูงปลาอย่างชุลมุน พวกเราก็ยิ้มชื่นชมให้กับทุกคนบนเรือที่ประสบความสำเร็จในการพบเจอ bait ball นั้น เรือที่ได้เห็น bait ball แล้วหลายๆ ลำตัดสินใจกลับเข้าฝั่งเพื่อพักผ่อน พร้อมกับทิ้งคำอวยพรให้เราว่า “ขอให้โชคดี” แล้วก็วิ่งหายไปอย่างช้าๆ พวกเรารู้ว่า bait ball เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดขึ้น เมื่อไร ที่ไหน แถมยังเกิดขึ้นได้ยาก และเราก็พึ่งสูญเสียโอกาสนั้นไป เรารู้สึกโกรธตัวเอง ที่ตัดสินใจพักในวันนี้ แค่การตัดสินใจครั้งเดียวทำให้เราพลาดโอกาสที่เราต้องการได้มากที่สุด เราทุกคนยังคงสงบนิ่ง ไม่มีใครพูดอะไรกันมากนัก สีหน้าแววตาแต่ละคนดูเคร่งเครียด ไม่มีใครพูดอะไรกันแต่ผมมองดูทุกคนบนเรือ ผมคิดว่าทุกคนรู้สึกไม่แตกต่างกัน

พี่กี้ดูเหมือนจะเครียดเป็นพิเศษ แกคงรู้สึกผิดและโกรธตัวเองมากที่ตัดสินใจไม่ออกเรือ ทำให้พลาดโอกาสที่เราพยายามกันมาแล้วถึง 9 วัน พี่กี้ขับเรืออย่างรวดเร็วเพื่อติดตามฝูงนกที่ิยังคงทิ้งบอมบ์อยู่รอบๆ แต่ดูเหมือนแต่ละครั้งทุกอย่างจบอย่างรวดเร็ว ขณะนั้นใกล้เวลาบ่าย 3 โมงแล้ว ในวันที่มืดครี้มแสงก็ดูเหมือนจะหมดลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ เรือก็ยังคงวิ่งไปอย่างไม่ลดละ

จนขณะหนึ่งพี่กี้หันมาบอกทุกคนว่า “Never Give Up” อย่ายอมแพ้ เขาจะไม่ยอมแพ้ เขาคิดว่าบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น พวกเรานิ่งเงียบพยายามคิดบวกทุกอย่าง แต่ไม่คาดหวังอะไรมากมาย แล้วเราก็สังเกตุนกฝูงหนึ่งกำลังทิ้งบอมบ์อย่างต่อเนื่อง เรือเคลื่อนเข้าไปดูใกล้ๆ ทุกคนใส่แท้งค์เตรียมพร้อมอยู่แล้ว พี่กี้สังเกตุฝูงนกนั้นอย่างมีสมาธิแล้วก็พูดว่า “มันกำลังจะเกิดขึ้น” ฝูงนกทิ้งบอมบ์ซ้ำที่จุดเดิมต่อเนื่องเป็นพักใหญ่ จนมองเห็นเป็นบ่อน้ำสีฟ้าจากฟองอากาศที่แตกกระจายอย่างชัดเจน เราเห็นฝูงโลมา Common dolphin ว่ายเข้ามาโจมตีจุดนั้น แล้วพี่กี้ก็ตะโกน “มันคือ bait ball!!” แล้วก็ขับเรือเข้าไปส่งพวกเรา พร้อมกับอวยพรให้โชคดีและปลอดภัย

ตู้ม! พวกเราโดดลงน้ำอย่างรวดเร็ว ตั้งสติว่ายไปยังศูนย์กลางกลุ่มนกที่ทิ้งบอมบ์ลงมา น้ำค่อนข้างใสมาก ใช่แล้ว! ภาพที่ปรากฎก็คือ bait ball ขนาดประมาณ 3 เมตร กำลังมีนก และโลมาเข้าโจมตีอย่างชุลมุน ในช่วงแรกมีฉลาม Bronze Whaler เข้าโจมตีประปราย แต่ฉลามไม่เยอะมากในวันนี้ ถึงแม้จะไม่ใช่ Super bait ball ขนาดยักษ์ที่เราเคยเห็นในสารคดี แต่นาทีนี้ทุกคนก็ตื่นเต้นและดีใจอย่างบอกไม่ถูก

   ฝูงนกCape Gannet ทิ้งบอมบ์ด้วยความเร็วลงมาจากฟ้าเพื่อว่ายจับปลากิน ฝูงปลาก็แตกกระจายเหมือนดอกไม้ไฟ    

ท่ามกลางความตื่นเต้นนั้น พวกเราทุกคนต้องทำงานเป็นทีม เราพยายามว่ายให้อยู่ใกล้กัน และไม่ปิดล้อม bait ball เพื่อเปิดพื้นที่ให้สัตว์นักล่าเข้ามาทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่นานนักก็มีเรืออีกลำตามมา ปล่อยคนลง Snorkeling กับก้อน bait ball ในช่วงท้ายโลมาเริ่มทิ้งช่วงการจู่โจม เปิดโอกาสให้ bait ball พุ่งหนีหายวับไปด้วยความเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นเวลาประมาณ 15 นาที แล้วเราก็ตัดสินใจขึ้นสู่ผิวน้ำกลับเรือ พี่กี้ก็มาช่วยประคองทุกคนขึ้นเรือพร้อมกับบอกพวกเราว่า “Never Give Up” ผมไม่เคยยอมแพ้ เราเข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างแท้จริงวันนี้ นอกเหนือจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องทุ่มเทเพื่อตามหา bait ball สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือ “ใจ” ใจที่ไม่มีวันยอมแพ้

   bait ball ที่มาพร้อมกับการไม่ยอมแพ้ ภาพนี้ capture มาจากวีดีโอ ส่วนใหญ่ผมจะถ่ายวีดีโอมาเป็นหลัก ทำให้มีภาพนิ่งเนื้ยบๆ ไม่เยอะนัก    

แสงใกล้หมดแล้ว เรายังรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกไหม ดูเหมือนวันนี้จะจบแล้ว แต่แล้วก็มีวาฬ Humpback สองตัวว่ายตรงเข้ามาที่เรือเรา ช่วงเวลานี้ทุกอย่างดูจะเป็นใจไปซะหมด ถึงแสงอาทิตย์จะเหลือน้อยแล้ว แต่เราไม่รอช้ารีบกระโดดน้ำเพื่อไปบันทึกภาพสุดท้ายของวัน วันนี้จบลงด้วยความสุขของทุกๆ คน ถึงแม้จะเป็นเสี้ยวเล็กๆ ของปรากฎการณ์ Sardine run แต่มันก็เป็นประสบการณ์ยิ่งใหญ่สำหรับเราในวันนี้

   ของขวัญส่งท้ายวัน วาฬ Humpback 2 ตัวว่ายตรงเข้ามาหาพวกเรา    

  Day10-13 : บทสรุป  

เราออกเรือกันไปทุกวันด้วยความหวังว่าจะเจอกับ bait ball ดีๆ อีก แต่กลายเป็นว่าวันที่เหลืออยู่ไม่มีอะไรแน่นอน บางวันคลื่นลมก็สงบลงหน่อย บางวันคลื่นลมก็โหดร้ายทารุณเหลือเกิน

ฝูงนก Gannet ที่เราใช้คอยสังเกตุก็ดูเหมือนไม่ค่อยคึกคักเท่าไรแล้ว แต่สิ่งกลับที่คึกคักยิ่งกว่าคือฝูงวาฬ Humpback ที่อพยพขึ้นเหนือผ่านชายฝั่งแถวนี้ทุกวัน แต่ละวันมีจำนวนมากเหลือเกิน บางวันเราประมาณคร่าวๆ นับได้ถึง 30-40 ตัว กัปตันพี่กี้บอกเราว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาแล่นเรืออยู่แถวนี้ยังไม่พบวาฬ Humpback มากขนาดนี้ ตอนเขาเด็กๆ ยังมีการล่าวาฬกันอย่างหนักหน่วง แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปริมาณวาฬกลับมาเพิ่มมากขึ้นอีกครั้งหลังจากการล่าวาฬหยุดไปนานพอสมควรแล้ว

   วาฬ Humpback คึกคักสวนทางกับนก Gannet    

นอกจากวาฬแล้วเราก็ยังพบโลมาฝูงใหญ่ๆ บางฝูงมีหลายร้อยตัวขึ้นไป ฝูงแบบนี้เรียกว่า Superpod ในฝูงใหญ่ๆ จะเห็นโลมาว่ายแข่งกันอย่างรวดเร็ว ตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว

เราพยายามมองหาโลมาพันธุ์ Long-beaked Common Dolphin ซึ่งเป็นโลมาที่เราใช้เป็นจุดสังเกตุในการตามหา bait ball เพราะเป็นโลมาที่มีพฤติกรรมสามารถไล่ฝูงปลาขึ้นมาใกล้ผิวน้ำ เป็น bait ball ได้

   ฝูง superpod บางฝูงมีโลมาหลายร้อยตัวเลยทีเดียว    

เมื่อไม่มี bait ball เกิดขึ้น ตอนนี้ Sardine run คล้ายๆ จะกลายเป็น Humpback whale run แทนไปซะแล้ว เพราะมีวาฬว่ายผ่านมาให้เห็นทั้งวัน มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่เรากำลังกินอาหารกลางวันบนเรือ ทันใดนั้นก็มีวาฬตัวหนึ่งโผล่ขึ้นผิวน้ำห่างจากเรือไปไม่ถึง10 เมตร และว่ายตรงดิ่งเข้ามา ผมรีบวางแซนด์วิชที่กินค้างอยู่ ใส่ฟิน หน้ากาก คว้ากล้อง แล้วก็โดดลงน้ำไปในทันที เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอจริงๆ

   ผลลัพธ์ที่น่าดีใจจากการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ    

ในวันท้ายๆ เราไม่ได้เจอ bait ball อีกเลย ผ่านวันด้วยการถ่ายรูปวาฬซะเป็นส่วนใหญ่ ภาษาวาฬท่านี้เรียกว่า Fluking ฟลุ๊คกิ้ง ไม่ใช่แปลว่า ฟลุ๊คถูกหวยแต่อย่างใดแต่ Fluke นั้นเป็นชื่อเรียกส่วนหางของวาฬ

Fluking เป็นอาการที่ก่อนวาฬที่ร่างกายอ้วนใหญ่มีไขมันมากจะว่ายดำน้ำลงไป มันก็จะพยายามว่ายปักหัวลงทำให้ส่วนหางโผล่ชูขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อให้ดำลงไปง่ายขึ้น คล้ายๆ กับตอนที่เราพยายามทำ duck dive เพื่อมุดดำน้ำลงไปตอน snorkeling นั่นเอง

   วาฬ Humpback โบกหางลา    

เรานั่งดูวาฬว่ายดำลงหายไปอย่างช้า พร้อมกับแสงสุดท้ายของวันสุดท้ายสำหรับการเฝ้า sardine run ของเรา วาฬ Humpback เป็นสัตว์นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ระยะทางการอพยพของมันจากจุดเริ่มต้นที่ขั้วโลกใต้จนกลับสู่ขั้วโลกใต้อีกครั้ง ยาวไกลถึง 10,000 กิโลเมตร

การเดินทางไกลของเราก็ถึงเวลาที่เราจะวกกลับสู่จุดเริ่มต้นแล้วเหมือนกัน…. สักวันเราอาจจะเดินทางเพื่อมาถึงจุดนี้อีกครั้ง Sardine run, South Africa

  บทส่งท้าย Sardine run 2013   

ประสบการณ์จากการเดินทางเกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งสิ้นในมุมมองของผม ผมเห็นบางคนหัวเสียกับการมา sardine run ส่งท้ายด้วยการไม่คิดอยากจะมาอีก นี่เป็นการเดินทางมาตามหา sardine run เป็นครั้งที่สองของผม ผมได้เจอกับคนที่เคยมาปีที่แล้วเหมือนกัน บางคนบอกผมว่าเขามาที่นี่สี่ห้าปีติดต่อกันแล้ว บางปีก็ไม่ค่อยเจออะไร แต่เขาก็ยินดีที่จะกลับมาอีก เพื่อมาไล่ตามความฝันอย่างหนึ่งในชีวิตของพวกเขา

เวลาดูสารคดี BBC หรืออะไรทั้งหลาย บางคนอาจไม่ทราบว่าเขาใช้เวลารวบรวมถ่ายทำนานหลายปีแค่ไหน กว่าจะได้มาซักหนึ่งอึดใจ ภาพที่เราเห็นคือเสี้ยวแห่งความสำเร็จจากความอดทน พยายาม ทำงานหนัก แต่ภาพที่เราไม่เคยเห็นคือความล้มเหลวมากมายที่ทุกคนต้องเผชิญ การอดทนเฝ้ารอปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ไม่มีสูตรสำเร็จบอกได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

สิ่งมีชีวิตทุกตัวใน sardine run ต่างก็ทำหน้าที่ของมัน ไม่ว่าจะเป็นนักล่า หรือผู้ถูกล่า เป็นส่วนหนึ่งของกลไกตามธรรมชาติ ที่สร้างปรากฎการณ์หมุนเวียนเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ผมย้อนกลับมาถามตัวเองว่า มนุษย์อย่างเรามีหน้าที่อะไรบนโลกนี้หรือ? ผมมองโลกที่เปลี่ยนไปในทุกวันนี้บางทีผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามนุษย์อย่างเรามีหน้าที่ที่จำเป็นแค่ไหนกับโลกใบนี้?

ผมปีนขึ้นยอดเขา Mt. Thesiger เพื่อมองปากแม่น้ำ Umzimvubu ที่เราใช้แล่นเรือออกไปทุกๆ วัน เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อบอกลา เมื่อมองออกไปยังมหาสมุทรกว้างไกล ผมรู้สึกเราเป็นแค่จุดเล็กในปรากฎการณ์ธรรมชาติอันมหัศจรรย์ยิ่งนัก

About the Author

นุสถาปนิกหนุ่มที่เปลี่ยนสายมาทุ่มเทพลังให้กับโลกใต้น้ำ ปัจจุบันทำงานเป็น videographer และ dive guide เต็มเวลาบนเรือ liveaboard ที่วิ่งตามจุดดำน้ำระดับโลก อย่างเช่น โคโมโด ปาเลา ราชาอัมพัต นอกจากนั้นนุยังมีดีกรีเป็นช่างภาพใต้น้ำที่ได้รางวัลจากการประกวดระดับโลกมาแล้วด้วย

View all posts by นุ

Share this: