แมงกะพรุนหลากสี ความสวยงามบนความเจ็บปวด

แมงกะพรุนหลากสี ความสวยงามบนความเจ็บปวด

เรื่องและภาพ: นุ ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล

jellyfish_collage

แมงกะพรุนหลากสีที่จังหวัดตราด เป็นชื่อปรากฎการณ์ที่หลายๆ คนอาจจะเห็นผ่านตาตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ตั้งแต่ปีที่แล้วจนมาถึงปีนี้ เมื่อปีที่แล้วผมได้เห็นรูปในข่าวครั้งแรก มันดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก เยอะแยะ ยั้วเยี้ย เต็มไปหมด สีสันสวยงามด้วย วิญญาณของช่างภาพใต้น้ำกระซิบบอกว่าถ้าได้ถ่ายรูปจากใต้น้ำแล้วคงน่าสนใจไม่น้อย มุมมองคงน่าสนใจไม่แพ้ Jellyfish lake ที่ Palau หรือ Derawan ที่อินโดนีเซียเลย (เรื่องราวเกี่ยวกับ Jellyfish lake ทั้งสองที่คลิ้กเข้าไปอ่าน link เก่าได้เลยครับ) ปีนี้จังหวะพอดีผมพร้อมหยิบกล้องไปลงน้ำได้ทันเวลา เลยอยากมาเล่าถึงการไปทดลองถ่ายรูปใต้น้ำว่าได้ผลเป็นอย่างไรและควรเตรียมตัวอย่างไร ส่วนข้อมูลทั่วไปว่าไปที่ไหน พักที่ไหน ใช้กูเกิ้ลแล้วกันนะครับ 😛

ผมเริ่มหาข้อมูลและเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะรับมือกับแมงกะพรุนพวกนี้ จากที่ดูในรูปในข่าวเมื่อปีที่แล้วผมว่าน่าจะเป็นแมงกะพรุนถ้วยพันธุ์ Catostylus townsendi ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีพิษแต่ไม่รุนแรง (ผมไม่ขอยืนยันนะครับ เนื่องจากไม่ใช่นักชีววิทยา ถ้ามีนักชีววิทยาท่านใดสามารถยืนยันได้จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมมีความยินดีมากครับ)

ถ้าพูดถึงแมงกะพรุนแล้วมักจะสร้างความสยองให้หลายๆคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแมงกะพรุนทุกชนิดจะมีพิษร้ายแรงทั้งหมด แมงกะพรุนมีตั้งแต่ระดับพิษเล็กน้อยซึ่งสำหรับคนที่ไม่แพ้รุนแรงก็คงไม่รู้สึกเท่าไรประมาณว่าโดนผิวหน้าก็แสบๆ นิดหน่อย จนกระทั่งพิษรุนแรงมากแค่เศษหนวดเล็กๆ มาพาดโดนราวกับโดนไฟช๊อตดิ้นทุรนทุราย ไปจนกระทั่งถึงขั้นที่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างพวกแมงกะพรุนกล่อง (Box Jellyfish) สำหรับแมงกะพรุน Blubber jelly นี้เป็นประเภทมีพิษเล็กน้อย ไม่สร้างอันตรายถึงกับชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการกระโดดลงไปว่ายน้ำกับฝูงแมงกะพรุนเป็นร้อยเป็นพันตัวนั้นเป็นความเสี่ยงที่คุณต้องเลือกเอง สำหรับคนที่ไม่ค่อยแพ้อย่างมากก็สร้างความรำคาญ แสบๆ คันๆ แต่สำหรับคนที่แพ้มากๆ ผมไม่แนะนำให้ลงน้ำไปเสี่ยงครับ ฉะนั้นขอย้ำว่าบทความนี้มิได้มีเจตนาชี้ชวนให้คนลงไปว่ายน้ำกับฝูงแมงกะพรุนเหล่านี้โดยบอกว่าไม่มีอันตรายใดๆ นะครับ! ผมโทรคุยกับชาวบ้านแถวนั้นล่วงหน้าก็ได้ข้อมูลว่าการรวมตัวของแมงกะพรุนอย่างที่เห็นนี้มีมานานหลายปีแล้ว ชาวบ้านแถวนั้นยังช้อนแมงกะพรุนขึ้นมาดองเปลือกไม้อินทรีย์กินกันเลย แต่ปีที่แล้วมันเป็นข่าวใหญ่เพราะมันมีเยอะมากๆ ช่วงเวลาที่เกิดก็คือปลายๆ เดือนตุลาคมจนถึงพฤศจิกายน ความหนาแน่นของแมงกะพรุนนั้นคาดเดาได้ยาก และจะหนาแน่นอยู่เกือบๆ เดือน


   แผนที่แสดงที่ตั้งหาดราชการุณย์และบริเวณข้างเคียง    

ผมลองคาดเดากะระยะเวลาที่แมงกะพรุนน่าจะหนาแน่นเพื่อจะได้ถ่ายรูปปรากฎการณ์นี้ออกมาอย่างที่คิดไว้ แล้วเราก็ออกเดินทางกัน เราพักที่ศูนย์สภากาชาดไทยซึ่งตั้งอยู่หน้าหาดราชการุณย์เลย เมื่อถึงจุดหมายเราก็ลองสำรวจพื้นที่เพื่อหาจุดที่มีความเหมาะสมที่จะลงถ่ายรูปใต้น้ำมากที่สุด ที่จริงไม่ได้มีแค่ที่หาดราชการุณย์เท่านั้นที่มีเรือรับจ้างให้บริการพานักท่องเที่ยวออกไปชมแมงกะพรุน ยังมีบริเวณใกล้เคียงอื่นๆ อีกเช่น ทางด้านเหนือของหาดราชการุณย์คือ หาดพลอยแดง หรือลงไปทางด้านใต้คือหาดไม้รูด ชาวบ้านที่ออกเรือให้บริการไปดูแมงกะพรุนให้ข้อมูลเราว่า แมงกะพรุนส่วนใหญ่ก็อยู่บริเวณใกล้ๆ หน้าหาดนี่แหละ ไม่ได้ออกไปไกลจากหาดเท่าไรเลย แมงกะพรุนจะลอยเป็นแนวยาวตลอดแนวชายหาดแถวนี้ แล้วก็ช่วงเวลาตอนเช้าคลื่นลมทะเลจะค่อนข้างสงบจะเป็นข่วงที่ดีกว่า จะเห็นแมงกะพรุนลอยเกาะกันเป็นแพใหญ่ๆ ดูไม่กระจัดกระจาย


   คลื่นลมตอนเช้าสงบกว่า ทำให้แมงกะพรุนหลากสีลอยติดกันเป็นแพแน่น    

วันต่อมาเราตัดสินใจเอาเรือแต่เช้า วิ่งเรือเลาะไปตามชายหาดเพื่อหาจุดที่มีแมงกะพรุนหนาแน่นที่สุด แมงกะพรุนที่เห็นมีหลากหลายสีสันตามที่เห็นในรูปจากข่าวจริงๆ ส่วนใหญ่ๆ ที่สังเกตุเห็นสีหลักๆ ก็จะมีสีขาว สีน้ำตาลอมส้มอ่อนๆ สีฟ้า สีครีมมีขอบสีม่วงเข้ม


   แมงกะพรุนสีต่างๆที่พบเจอ มีทั้งสีขาว สีน้ำเงิน สีน้ำตาลอมส้ม   

จากข้อมูลที่ลองอ่านดูเกี่ยวกับแมงกะพรุนชนิดนี้ก็บอกว่า สีที่เห็นเป็นสีที่เกิดจากสาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของมันนั่นเอง แมงกะพรุนได้พลังงานจากสองทาง ทางแรกคือจากสาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อ สาหร่ายสังเคราะห์แสงแล้วให้พลังงานกับแมงกะพรุนด้วย จึงทำให้แมงกะพรุนเหล่านี้ต้องลอยตัวขึ้นมาใกล้กับผิวน้ำในช่วงกลางวันเพื่อให้สาหร่ายได้สังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มที่

ทางที่สองคือพลังงานจากแหล่งอาหารสดๆ เมื่อแสงอาทิตย์ของวันลาลับไปแมงกะพรุนจะจมตัวลงสู่น้ำที่ลึกกว่าเพื่อจับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างพวกแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ด้วยหนวดพิษที่พวกมันมี จากที่ผมสังเกตุดูนอกจากแมงกะพรุนที่เห็นลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมากแล้ว ก็มีอีกจำนวนมากจมตัวกลิ้งไปมาอยุ่บนพื้นทรายด้านล่าง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมที่ผมเห็นสอดคล้องกับข้อมูลที่อ่านมาหรือเปล่า


   สังเกตุดูบนพื้นทรายยังมีแมงกะพรุนจำนวนมากนอนกลิ้งไปมาอยู่ด้วย    

ชายหาดบริเวณนี้ผมสังเกตุเห็นเป็นชายหาดที่มีความลาดชันต่ำ เหมือนที่พบตามหาดทั่วๆ ไปในทะเลฝั่งอ่าวไทย ลักษณะชายฝั่งมีลักษณะเหมือนเป็นเวิ้งอ่าวเล็กๆ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้แมงกะพรุนถูกพัดมารวมกันหนาแน่น เรือของเราวิ่งเลาะแนวชายหาดไปเรื่อยๆ ก็ได้เจอแมงกะพรุนที่มีมากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ แต่สิ่งที่เราต้องการคือภาพแมงกะพรุนลอยเป็นแพเกาะกันแน่นๆ เหมือนที่เห็นเป็นบางรูปจากปีที่แล้ว พี่คนเรือบอกเราว่าเมื่อสองสามวันก่อนแมงกะพรุนขึ้นเยอะมากเป็นแพใหญ่ๆ เหมือนที่เราต้องการเลย

แต่วันนี้เริ่มมีลมทำให้แมงกะพรุนถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง แพแมงกะพรุนแบบที่เราต้องการก็แตกตัวกระจายไปด้วย สอดคล้องกับข่าวพยากรณ์อากาศที่บอกว่าอีกวันสองวันหลังจากนี้จะมีมรสุมเข้าทะเลฝั่งอ่าวไทย แพแมงกะพรุนแบบที่เกาะกันหนาแน่นลอยอยู่บนผิวน้ำที่เราพอจะเห็นอยู่บ้าง ก็อยู่ค่อนข้างใกล้ชายหาดมาก บางจุดลึกไม่ถึงเมตรเลยด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ใช่มุมแบบที่ผมจินตนาการไว้เลย จากตอนแรกที่เตรียมฟินยาวๆ สำหรับ Freediving มา ผมเริ่มรู้สึกว่าอาจจะเกินกว่าเหตุไปหน่อย นอกจากนั้นเรายังเตรียมถังอากาศมาด้วยคิดว่าจะดำลง tank กันเลยทีเดียว ที่ไหนได้แค่หย่อนตัวลงไปก็ถึงพื้นซะแล้ว เลยต้องมีการปรับแผนกันใหม่


   (ซ้าย)แมงกะพรุนที่พบเจออยู่ใกล้ชายหาดมาก น้ำตื้นแค่เมตรเดียวเอง! (ขวา)เลนส์Fisheye ได้เปรียบมากในการถ่ายระยะใกล้ๆ จ่อๆ แบบนี้   

ส่วนใหญ่คนก็จะถามว่าจะโดดลงไปว่ายน้ำที่มีแมงกะพรุนเยอะขนาดนี้ไม่กลัวพิษแมงกะพรุนเหรอ แม้กระทั่งพี่คนขับเรือก็ยังถามว่า น้องจะโดดลงไปจริงๆเหรอ พี่เองยังไม่คิดลงไปเลยน้องเอ๋ย แน่นอนว่าการกระโดดลงไปว่ายน้ำในดงแมงกะพรุนแบบนี้ อย่าเรียกว่าว่ายเลยดีกว่าเหมือนอาบน้ำกับแมงกะพรุนนั้นก็ต้องมีการเตรียมตัวรับมือบ้าง เนื่องจากผมไม่ใช่คนที่ค่อนข้างแพ้หรือผิวบอบบาง จะเรียกว่าหนาหรือด้านก็ว่าได้ ก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากเป็นพิเศษ ผมใส่wetsuitแบบเต็มตัว พร้อมกับใส่ Hood เพื่อป้องกันส่วนศีรษะและใบหน้าบางส่วน ส่วนใบหน้าที่พ้นการปกป้องออกมาไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าใช้วาสลีนทาหนาๆ เผื่อช่วยยับยั้งเข็มพิษที่จะมาโดนใบหน้าได้บ้าง ผมไม่ได้ใส่ถุงมือเนื่องจากไม่ค่อยถนัดเวลาถ่ายรูป และผมทดลองดูแล้วว่าผิวหนังที่มือของผมบางส่วนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับพิษแมงกะพรุนเลย นอกจากนี้บนเรือเราก็เตรียมน้ำส้มสายชูขวดใหญ่ๆ ไว้ราดเพื่อยับยั้งพิษจากแมงกะพรุนที่เป็นด่าง


   บางจุดที่ถ่ายรูป น้ำตื้นมากจนยืนได้เลย    

อุปกรณ์เตรียมพร้อมแล้วก็ถึงเวลาถ่ายรูป เราก็ลุยไปเลย…ตรงสู่ใจกลางแห่งความเจ็บปวด สู่ใจกลางของดงแมงกะพรุนที่หนาแน่น ผมมีความตั้งใจว่าที่จะถ่ายมุมงัดขึ้นมาจากด้านล่าง เดิมคิดไว้ว่าต้องดำน้ำตัวเปล่าลงไป ปรากฎว่าบริเวณนั้นน้ำตื้นมากไม่ต้องใส่ฟิน เดินด้วยเท้าไปจะดีกว่า น้ำลึกกว่าเอวนิดหน่อย จุดที่ผมลงน้ำไม่ค่อยใสเท่าไรเนื่องจากอยุ่ใกล้ชายหาดมาก ผมค่อยๆหย่อนตัวนอนราบไปกับพื้นทราย แล้วค่อยๆ แหย่กล้องเข้าไปในดงแมงกะพรุนแล้วก็ถ่ายย้อนขึ้นมาบนผิวน้ำ เลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์ Fisheye จึงได้ความได้เปรียบจากระยะโฟกัสที่ใกล้มากๆ แมงกะพรุนแทบจะติดกับ Dome port เลยทีเดียว ความได้เปรียบอีกอย่างของเลนส์ fisheye คือมุมที่กว้างมากทำให้ดูเหมือนทุกอย่างอยู่ไกลออกไป ทำให้ได้ภาพที่รู้สึกว่าเราอยู่ลึกกว่าความเป็นจริงมาก


   ภาพนี้ยกประโยชน์ให้เลนส์ fisheye ทำให้ดูเหมือนอยู่ลึกกว่าความเป็นจริงมาก    

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือต้องไม่ให้กลุ่มแมงกะพรุนกระจาย เนื่องจากมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ว่ายน้ำแบบคาดเดาไม่ได้ลอยไปลอยมา ถ้าเราโฉ่งฉ่างว่ายเข้าไป เตะตะกอนทรายฟุ้งขึ้นมา เอามือและเท้าว่ายกวาดน้ำสะเปะสะปะ สักพักแมงกะพรุนที่เป็นแพแน่นๆ สวยๆ ก็แตกกระจายแน่นอน

ช่วงเช้าผิวน้ำทะเลเรียบมาก แต่เสียดายที่วันนั้นช่วงเช้าบนท้องฟ้ามีเมฆมากไปหน่อย ไม่มีแดดกับท้องฟ้าสีฟ้าสดๆ ให้ได้เห็นเลย โชคดีที่พอใกล้ๆ เที่ยงฟ้าเริ่มเปิดมีแสงจ้าออกมา ทำให้ได้ถ่ายรูปแบบที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องเป็นลำแสงได้ง่ายขึ้น


   ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าแดดเริ่มออกแล้ว ได้ถ่ายแบบมีลำแสงจากฟ้าซะที    

แต่ผมสังเกตุว่าพอสายๆ เริ่มมีลม แมงกะพรุนที่เมื่อเช้าเกาะกันเป็นแพแน่น ตอนนี้บางส่วนก็เริ่มแตกกระจาย ผมลองว่ายไปที่น้ำลึกขึ้นเพื่อจะได้มีระยะถ่ายแมงกะพรุนมากขึ้น สิ่งที่ยากในการถ่ายภาพมุมย้อนขึ้นท้องฟ้าแบบนี้ก็คือ ถ้าเราเผลอหายใจออกปล่อยฟองอากาศออกมา มันก็จะไปปรากฏในภาพ แถมยังทำให้กลุ่มแมงกะพรุนกระจัดกระจายออกไป จึงต้องค่อยๆ ว่ายลงไปไม่เตะให้แมงกะพรุนกระจายแล้วก็พยายามกลั้นไม่ให้ฟองอากาศเล็ดลอดออกมา

ลองดูผลลัพธ์ที่ได้ออกมา ผมคิดในใจว่านี่มัน Mini Palau ชัดๆ!! แต่พูดถึงความแสบๆคันๆที่ได้จาก Mini Palau ที่ตราดนี่มันคนละเรื่องกันเลย ถึงจะเตรียมตัวป้องกันพิษแมงกะพรุนมาอย่างดี พอลงน้ำได้ประมาณสัก 15-20 นาทีผมสังเกตุว่าความคันและแสบจะเริ่มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเวลาว่ายเข้าไปในใจกลางที่แบบแมงกะพรุนเป็นแพเลยนี่ อู๊ย…คันจนอยากกระชากwetsuitออกมาเกา ต้องว่ายกลับเรือไปพักแล้วก็เอาน้ำส้มสายชูราดผิวเพื่อบรรเทาอาการ


   ยานแม่ปล่อยลำแสง!!!    

ถึงแม้แมงกะพรุนพันธุ์นี้จะไม่มีหนวดเป็นเส้นยาวๆ มีแต่แขนที่กินอาหารด้านล่างแปดอันเหมือนในรูป แต่เวลาที่ว่ายอยู่ในบริเวณที่มันหนาแน่นมากๆ เศษเข็มพิษที่ลอยปนอยู่ในน้ำทะเลจะไหลเข้าไปใน wetsuit ทำให้คันบริเวณหลัง และส่วนที่เป็นผิวหนังอ่อนๆ พอสมควรทีเดียวประมาณเกือบเที่ยงก็เป็นอันพักสำหรับการถ่ายรูปช่วงเช้า เนื่องจากความคันจนหมดความอดทน


   mini พาเลา ที่ตราด   

ช่วงบ่ายคลื่นลมเริ่มแรงขึ้นตามการคาดการณ์ของพี่คนขับเรือ เราจึงมองหาจุดที่น่าสนใจเผื่อมีโอกาสในการถ่ายรูปอีก เขาบอกว่ามีแมงกะพรุนส่วนนึงลอยเข้าไปในคลองด้วย คลอง! ดูน่าสนใจดีเราเลยให้พี่เขาพาไปดู เขาบอกว่าชื่อคลองราช เราหาชื่อไม่พบในแผนที่แต่เห็นว่ามันเชื่อมต่อออกมาจากบึงน้ำแห่งหนึ่งบริเวณหาดราชการุณย์


   ในแผนที่สังเกตุมีคลองที่เชื่อมต่อแถวหาดราชการุณย์อยู่    

พอไปถึงก็พบว่ามันเป็นคลองน้ำกร่อยไหลออกมาสู่ทะเล มีป่าโกงกาง แล้วก็มีแมงกะพรุนชนิดเดียวกันว่ายอยู่เต็มไปหมดเลยจริงๆ ด้วย ลักษณะสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจมีทั้งป่าโกงกาง แมงกะพรุน และผิวน้ำที่เรียบสงบกว่าทะเลข้างนอก ถึงน้ำจะขุ่นมากแต่ก็คิดว่ามีโอกาสที่จะถ่ายภาพที่ดูน่าสนใจได้


   มีทั้งป่าโกงกาง และแมงกะพรุน นี่มันพาเลาบวกกับราชาอัมพัตเลยนะเนี่ย!!!    

ผมก็เลยโดดลงน้ำจัดการเก็บมุมที่คิดไว้ในใจไล่ไปทีละรูป รูป Split Shot, มุมย้อนขึ้นมาให้เห็นป่าโกงกางตัดกับท้องฟ้าด้านบน, มุมเงาสะท้อนกับผิวน้ำ เสียดายว่าตอนเราไปเริ่มมีคลื่นลมแรงทำให้ผิวน้ำไม่ถึงกับเรียบเป็นกระจก ถ้าจังหวะดีกว่านี้น้ำในคลองน่าจะนิ่งเรียบกริบเลยทีเดียว


   มุม Split Shot กับป่าโกงกาง   

พอตกบ่ายๆก็คลื่นลมเริ่มแรงมากขึ้น พี่คนเรือก็แนะนำว่าให้กลับเข้าฝั่งดีกว่าก่อนจะลำบาก เลยทำให้การถ่ายภาพของเราจบลงเท่านี้ แต่ความประทับใจในส่วนที่เป็นคลองป่าโกงกางยังค้างอยู่ ผมยังอยากจะกลับมาถ่ายภาพที่นี่อีกครั้งในตอนที่องค์ประกอบทุกอย่างสมบูรณ์กว่านี้


   บางจังหวะที่น้ำในคลองเรียบจนมองเห็นฟ้าใสๆ    

ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับความแสบๆ คันๆ ที่แมงกะพรุนทิ้งไว้ให้ผม ผมนั่งดูรูปถ่ายที่ได้กลับมาแล้วคิดไปเรื่อยๆ ว่าถึงเราจะยังไม่เข้าใจสาเหตุของปรากฎการณ์นี้ว่าทำไมแมงกะพรุนจำนวนนับล้านตัวจึงมาอยู่ในบริเวณนี้ในช่วงเวลานี้ แต่ผมว่าน่าสนใจไม่แพ้ปรากฎการณ์แมงกะพรุนที่เกิดขึ้นที่อื่นบนโลกใบนี้

แมงกะพรุนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบของชีวิตเรียบง่ายที่สุดอย่างนึงของโลก ร่างกายแทบไม่มีส่วนประกอบหลักอะไรมากนอกไปจากน้ำ แต่รูปทรงสีสันที่มหัศจรรย์ เมื่อรวมกันเป็นร้อยเป็นพันเป็นล้านตัว มันเป็นปรากฎการณ์ที่ดึงดูดให้ช่างภาพทั่วโลกอยากถ่ายภาพความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด แต่สวยงามที่สุดชนิดนี้เสมอ อย่างน้อยมันก็ทำให้ชาวบ้านที่หาดราชการุณย์ บ้านเขาล้าน จ.ตราด เมืองเล็กๆ ที่อยู่เกือบติดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้มีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมปรากฎการณ์นี้อย่างมีความสุข


   การรวมตัวแปลกๆ ที่ลงตัว แมงกะพรุนและป่าโกงกาง ที่เรียกร้องให้ผมอยากกลับไปอีกครั้ง    

สำหรับใครที่อยากร่วมชมปรากฎการณ์แมงกะพรุนหลากสีตอนนี้ก็คงต้องรอจังหวะดีๆ ปีหน้าแล้วครับ เตรียมตัวให้พร้อมและขอให้โชคดีทุกคนครับ อย่าลืมเอารูปมาแบ่งให้Digitalayดูบ้าง

…Best fish 🙂

KMD_3593

คุมแสงจากสโตรปดีๆ ก็จะได้ภาพหลังดำ พร้อมกับเงาสะท้อนบนผิวน้ำได้

 เกร็ดเล็กน้อยในการถ่ายรูปใต้น้ำแมงกะพรุนหลากสี 

  • แมงกะพรุนจะเริ่มมีตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน แต่คาดเดาไม่ได้ว่าช่วงไหนจะเยอะที่สุด ต้องติดตามข่าวสอบถามจากคนท้องถิ่น
  • ที่พักบริเวณนั้นมีที่ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ไปจนถึงโรงแรมหรูๆ สามารถหาที่พักได้ตามสะดวก
  • เรือที่ให้บริการออกไปดูแมงกะพรุนมีจอดรออยู่ตามหน้าหาด เป็นเรือเล็กๆ เหมาะกับคน 4-5 คน ติดต่อตกลงราคาตามสะดวก
  • ช่วงเช้าทะเลจะค่อนข้างเงียบสงบมากกว่า
  • ควรเตรียม Wetsuit แบบเต็มตัว, ถุงมือ, Hood, อุปกรณ์ป้องกันไม่ให้สัมผัสถูกพิษแมงกะพรุน, น้ำส้มสายชู และยาบรรเทาอาการแพ้ทั้งหลาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดความคันระคายเคืองได้หมด สำหรับผู้ที่ผิวบอบบางแพ้ง่ายไม่แนะนำให้ลงน้ำ
  • เลนส์ fisheye จะได้เปรียบมากจากระยะโฟกัสที่ใกล้ได้มากๆ ถ้าต้องถ่ายบริเวณน้ำตื้นมากๆ ระยะห่างแมงกะพรุนแทบจะติดกับกล้องอยู่แล้ว
  • อย่าว่ายตีแขนตีขาสะเปะสะปะ หรือปล่อยฟองอากาศออกมาตอนที่อยู่ใต้แมงกะพรุนจะทำให้กลุ่มแมงกะพรุนแตกกระจาย โอกาสที่ถ่ายได้รูปดีๆ จะน้อยลง
  • ไม่ควรช้อนแมงกะพรุนขึ้นมาดู ถึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังดูไม่มีความรู้สึก แต่ก็ไม่ควรช้อนขึ้นมาดู!

ภาพทั้งหมดถ่ายด้วยอุปกรณ์ดังนี้
กล้อง : Canon 7D
เลนส์  : Tokina 10-17 fisheye
Housing : Nauticam NA7D + 4.33″ compact dome port
Strobe : 2 x Inon Z-240 ต่อด้วยFiber optic

ภาพถ่ายทั้งหมดโดย ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล เพื่อใช้ประกอบบทความในwww.digitalay.com ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต | All right reserved © Nu Parnupong Norasethkamol 2013 not allowed to use without permission.

About the Author

นุสถาปนิกหนุ่มที่เปลี่ยนสายมาทุ่มเทพลังให้กับโลกใต้น้ำ ปัจจุบันทำงานเป็น videographer และ dive guide เต็มเวลาบนเรือ liveaboard ที่วิ่งตามจุดดำน้ำระดับโลก อย่างเช่น โคโมโด ปาเลา ราชาอัมพัต นอกจากนั้นนุยังมีดีกรีเป็นช่างภาพใต้น้ำที่ได้รางวัลจากการประกวดระดับโลกมาแล้วด้วย

View all posts by นุ

Share this:

3 Comments

  1. ปลา กินดาว
    ปลา กินดาว3 years ago

    ขอบคุณครับ สำหรับเรื่องราวและความรู้ที่น่าสนใจ พร้อมกับภาพงามๆ อันน่าอัศจรรย์
    พยายามหาวันที่ที่เรื่องนี้ตีพิมพ์ในเวป แต่หาไม่เจอ ถ้ามีวันที่เอาไว้เป็นสิ่งอ้างอิงก็น่าจะดีนะครับ

    • digitalay
      digitalay3 years ago

      ต้องขออภัยด้วยค่ะ theme ของเวปอันนี้มันจะขึ้นเป็นช่วงเวลาค่ะ เช่น ในบทความนี้ก็จะขึ้นว่า 1 year ago พยายามหาทางแก้แล้วแต่ยังไม่สำเร็จ T___T บทความนี้เขียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2013 ค่ะ

  2. Chira
    Chira3 years ago

    ไปคนเดียว ไม่มีรถ จะไปยังไงดีคะ พอจะแนะนำได้ไหม
    ตอนนี้หาข้อมูลแล้วรู้สึกหลงๆ