ตามล่านูดี้โปร่งแสงที่ Romblon

ตามล่านูดี้โปร่งแสงที่ Romblon

  Part 1: การเดินทางหฤโหด  

ผมเคยได้เห็นภาพทากทะเลหน้าตาประหลาด ตัวโปร่งแสงเป็นตาข่าย โดยเพื่อนช่างภาพของผมบอกว่า เจ้าตัวนี้เป็นสุดยอดของสุดยอดทากทะเล ตอนนั้นเค้าโชว์รูปว่ามีคนเจอที่ Lembeh Strait และตัวเค้ากำลังเตรียมที่จะบินจากฟิลิปปินส์เพื่อจะไปถ่ายภาพทากนั้น ตอนนั้นผมฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร จนหลายเดือนผ่านมามีเพื่อนช่างภาพอีกคนได้โพสภาพเจ้าทากทะเลตัวเดียวกันนี้ลงบน facebook พอได้อ่านรายละเอียดแล้ว ผมก็เริ่มสนใจเพราะรอบนี้เค้าไปถ่ายมาจากฟิลิปปินส์ถิ่นหลักของผมนี่เอง และยังบอกว่าสามารถพบเจอได้ไม่ยากเย็นนัก จึงเริ่มเป็นปฎิบัติการตามล่า สุดยอดทากทะเลหายาก นามว่า… Melibe Colemani

ผมเริ่มต้นทริปด้วยความอยากชนิดที่ว่าคนเดียวก็จะไป ยังไงก็จะไป แต่ท้ายที่สุดมีสมาชิกร่วมทริปรวมเป็นสามหน่อ โดยที่มีจุดหมายคือเมืองชื่อ Romblon เมืองที่เดินทางไปถึงลำบากซักหน่อย เราต้องบินจากกรุงเทพไปมะนิลา และจากมะนิลานั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามคืนไปอีกต่อ ฟังดูไม่ได้ยากเกินไปใช่มั้ยครับ แต่ทริปนี้เรามีเรื่อง surprise หลายตลบมาก

รอมบลอน เมืองที่มีเสน่ห์ในความเงียบสงบ

จุดหมายปลายทางของเรา Romblon เมืองที่มีเสน่ห์ในความเงียบสงบ

เริ่มจากเรือเฟอร์รี่ที่จะออกจากมะนิลาเสียครับ!! ซ่อมเสร็จไม่ทัน ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนไปขึ้นเรือสองต่อแทน โดยต่อแรกออกจากเมืองชื่อ Batangas ซึ่งจะต้องนั่งรถไปอีก 2-3 ชั่วโมงจากมะนิลา แล้วนั่งรถไปต่อเรืออีกลำเพื่อไปให้ถึง Romblon ยากขึ้นหน่อยแต่ยังดูลงตัวอยู่

ก่อนเดินทางสามวัน เราได้รับ SMS จากการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ว่าไฟล์ทไปฟิลิปปินส์ของพวกเราถูกเลื่อนช้าลงเจ็ดชั่วโมง!! ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เราไปลงเรือเฟอร์รี่ไม่ทันคืนนั้น!

เอาล่ะสิ แผนรวนไปหมดเลยครับ และกระทันหันด้วย ทางออกของเรามีสองทางเลือก หนึ่งคือไปนอนที่ Batangas หนึ่งคืนแล้วรอขึ้นเฟอร์รี่วันถัดไป แต่วันดำน้ำจะลดลงไปหนึ่งวันเพราะล็อควันกลับไว้แล้ว หรือสองเสี่ยงไปลุ้นเอา ซึ่งมีโอกาสจะตกเรือสูง เพราะมีเวลาแค่สามชั่วโมงหลังจากเครื่องลงผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รอกระเป๋า และฟันฝ่าการจราจรอันหฤโหดซึ่งไม่ได้น้อยหน้าเมืองไทยเลยไปให้ถึงที่ท่าเรือทันเวลา

พวกเราตัดสินใจเลือกทางเลือกสองครับ ชีวิตต้องเสี่ยง ขอลองไปลุ้นดู แต่ก็เลื่อนตั๋วขากลับไทยไว้เพิ่มอีกหนึ่งวันก่อนกันเหนียว เผื่อตกเรือจะได้เหลือจำนวนวันดำน้ำตามแผนเดิม แต่ถ้าไปทันก็ถือว่าได้โบนัสวันดำน้ำเพิ่มขึ้นหนึ่งวันเป็นรางวัลแถม

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง เครื่องการบินไทยวนเล่นอยู่บน runway รอ take-off เกือบครึ่งชั่วโมง ทำให้เครื่องไปถึงมะนิลาช้าไปเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงเช่นกัน กว่าจะหลุดจากกระบวนการที่สนามบินทั้งหมดได้ก็หนึ่งทุ่มกว่าแล้ว เหลือเวลาอีกแค่สองชั่วโมงก่อนเรือออก พวกเราเริ่มแพลนหาโรงแรมที่ Batangas และทำใจล่วงหน้าแล้วว่าคงต้องตกเรือแน่ๆ แต่โชคดีของเราที่เราได้คนขับนักซิ่ง ทำให้เราไปถึงท่าเรือตอนสามทุ่มนิดๆ และเป็นโชคดีของเราที่เรือเฟอร์รี่ยังไม่ออก!

บรรยากาศท่าเรือที่เมือง Batangas ในที่สุด เราก็มาถึงทันก่อนเรือจะออก

บรรยากาศท่าเรือที่เมือง Batangas ในที่สุด เราก็มาถึงทันก่อนเรือจะออก

โชคชะตายังเล่นสนุกกับเราไม่จบ พอเราพยายามจะเช็คอินเข้าเรือ ปรากฏว่าตั๋วของเราโดนยกเลิกไปแล้วเนื่องจากเรามาถึงช้า!!! เค้าปล่อยห้องเราให้คนอื่นไปแล้ว เรือเฟอร์รี่นี้มีห้องนอนให้เลือกหลายแบบ เราจองห้องแบบ Cabin type ไว้ซึ่งเป็นห้องแยกสำหรับ 4 คน โดยที่ยอมซื้อตั๋วเปล่าอีกหนึ่งใบเลย เพื่อที่เราจะได้ทั้งห้องเป็นของเรา จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องสัมภาระอุปกรณ์ดำน้ำและกล้องถ่ายรูปมากมายตอนนอนหลับ หลังจากยืนต่อรองกันอยู่พักใหญ่ สรุปว่าเรายังสามารถขึ้นเรือได้ แต่ห้อง Cabin Type นั้นไม่มีแล้ว กลายเป็น Tourist class ซึ่งแปลง่ายๆ คือห้องรวม รวมแบบว่ารวมเป็นร้อยคน! พวกเราเลยขอลงชื่อเป็น waiting list สำหรับ upgrade กลับไปเป็นห้องถ้ามีห้องว่าง ซึ่งเค้าจะบอกเราได้หลังจากเรือออกแล้วเท่านั้น เรานั่งรอแบบไม่มีที่สถิตอยู่เป็นชั่วโมง กินข้าวก็แล้ว เดินเล่นก็แล้ว เรือก็ยังไม่ออก สรุปกว่าเรือเฟอร์รี่จะออกจากฝั่ง ดีเลย์ไปราวๆ เกือบสามชั่วโมง!! ข่าวร้ายคือห้อง cabin เต็มหมดแล้ว แต่ข่าวดีคือมีห้อง State room ซึ่งเป็นห้องที่ดีที่สุดของเรือเหลือว่างอยู่หนึ่งห้อง แต่เป็นห้องสำหรับสองคน ณ จุดนั้นห้องอะไรเราก็เอาหมดแล้วครับ พอได้ห้องเก็บข้าวของสบายใจแล้ว เราก็ขึ้นไปนั่งจิบเบียร์ม้าแดงซึ่งเป็นเบียร์มาตรฐานของที่นี่ ฟังคนร้องคาราโอเกะก่อนนอน ผมพบว่าคนฟิลิปปินส์ร้องเพลงเพราะเกือบทุกคน ขอคอนเฟิร์ม

เป็นเรื่องปกติของเวลา ถ้าเราออกสายเราก็ต้องถึงที่หมายสายไปตามกัน จากแพลนที่เราจะมาถึงเมือง Odiongan (เมืองชื่อประหลาดที่ผมเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นหนแรก) ประมาณตีสาม กลายเป็นเรือเข้าตอน 7 โมงเช้า เรายังเหลือเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากต่อสุดท้ายที่ต้องขึ้นอีก ซึ่งเรือจะออกตอน 8 โมงเช้า ถ้าหากไปไม่ทันเราจะต้องเหมาเรือเล็กกันไปเอง

เรือเฟอร์รี่ข้ามฝากต่อสุดท้ายก่อนจะถึง Romblon เป็นเฟอร์รี่ที่มีขาแมงมุมตามสไตล์ฟิลิปปินส์

เรือเฟอร์รี่ข้ามฝากต่อสุดท้ายก่อนจะถึง Romblon เป็นเฟอร์รี่ที่มีขาแมงมุมตามสไตล์ฟิลิปปินส์

แต่โชคดีของเรายังพอจะเหลือบ้าง เราได้คนขับรถชื่อซันเดย์ ซึ่งช่วยซิ่งผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าให้เราอย่างเต็มเหนี่ยว และในที่สุดเราก็มาถึงท่าเรือเลทไปแค่ห้านาที และเรือยังไม่ออก! ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงบนเรือก็ถึงรอมบลอน (ซะที) แต่เซอร์ไพรส์ยังไม่จบครับ เกิดความผิดพลาดในการจองห้องโรงแรม ทำให้คืนนี้เราไม่มีห้อง!! โชคยังดีที่ร้านดำน้ำมีห้องว่างอยู่ เราเลยมีที่ซุกหัวนอนไปก่อนหนึ่งวันแล้วค่อยย้ายกลับไปโรงแรมในวันที่เหลือ

ทริปนี้มีปัญหามากมาย และก็โชคดีหลายๆ ครั้ง ได้เจอคนดีคอยช่วยเหลือหลายๆ รอบ ถึงแม้ได้ขอบคุณต่อหน้าไปแล้วหลายที แต่ก็อยากจะขอขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ณ ที่นี้ ถึงรู้ว่าพวกเค้าเหล่านั้นคงจะไม่ได้มาอ่านก็ตาม

  Part 2: รอมบลอนที่รอคอย   

เราจองทริปมากับร้าน The Three P ชื่อร้านดำน้ำมาจากชื่อของพี่น้องสามหนุ่มสามมุม สุดหล่อลูกครึ่งเยอรมัน ปีเตอร์, ฟิลลิปส์ และแพททริค ระหว่างอาหารเช้าเราได้นั่งคุยกับฟิลลิปส์ เจ้าของร้าน และ spotter ของเราตลอดทริป ผมบอกจุดมุ่งหมายของทริปไปกับฟิลลิปส์ไปว่า ผมมาเพื่อตามล่าหาสุดยอดทากทะเล Melibe Colemani ฟิลลิปส์ นิ่งไปพักนึง แล้วตอบกลับมาว่า “อาจจะฟังแล้วดูประหลาดนะ แต่ตอนนี้ เจ้าตัวนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผมสามารถการันตีได้ว่าจะได้เจอแน่นอน” โอ้ว! คุณพระ…!! อะไรมันจะขนาดนั้น…!!! แต่ผมไม่ได้ทำท่าตกใจอะไรแบบนั้นออกไปหรอก ได้แต่อึ้งๆ ว่า นี่นายโม้กับพวกเรารึเปล่าเนี่ย

สำหรับการดำน้ำหาของเล็กๆ ทั้งหลาย ผมจะไม่เรียกเค้าว่า dive leader หรือ divemaster แต่จะเรียกว่า spotter เนื่องจากเค้าจะเป็นผู้หาสิ่งมีชีวิตต่างๆ ให้เราดู มากกว่าที่จะมานั่งดูแลว่า ขึ้นพร้อมกัน ลงพร้อมกันนะ อากาศเหลือเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่นักดำน้ำที่มาทำ muck dive (ดิจิทะเล: ดำน้ำคุ้ยเขี่ยหาของเล็กๆ ตามพื้นทรายบ้าง ตามซอกแนวปะการังบ้าง) ควรจะมีประสบการณ์ และดูแลตัวเองได้ในระดับนึง

ฟิลลิปส์ spotter/เจ้าของร้านสุดหล่อ และสองสาวผู้ร่วมชะตากรรมทริปหฤโหด

ฟิลลิปส์ spotter/เจ้าของร้านสุดหล่อ และสองสาวผู้ร่วมชะตากรรมทริปหฤโหด

อุปกรณ์คู่กาย 3 ไซส์ของสามคน

อุปกรณ์คู่กาย 3 ไซส์ของสามคน

เผื่อไม่ให้เสียเวลาเราลงดำน้ำกันเลยตั้งแต่วันที่มาถึง จุดดำน้ำแรกที่เราจะไปลง คือหน้าโรงแรม Marlin Bar ซึ่งคือที่พักที่เราควรจะได้มานอนตั้งแต่วันแรกนั่นเอง เป้าหมายแรกที่เราจะไปดูก็คือ เจ้าม้าน้ำแคระตัวจิ๋ว Pygmy seahorse ขวัญใจนักดำน้ำหลายๆ คน แต่ตัวนี้จะเป็นสายพันธุ์ Denise Pygmy Seahorse ที่หน้าตาต่างไปจากพันธุ์ยอดนิยม เนื่องด้วยในทีมที่มาด้วยกันมีคนที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน เราเลยตัดสินใจไปดูกัน ตัวนี้อยู่ค่อนข้างลึกครับ ประมาณ 28 เมตร ก็สลับๆ กันดู สลับกันถ่าย

Denise Pygmy Seahorse ม้าน้ำแคระตัวจิ๋วที่มีขนาดไม่ถึง 1 ซม.

Denise Pygmy Seahorse ม้าน้ำแคระตัวจิ๋วที่มีขนาดไม่ถึง 1 ซม.

พอถึงคิวผม ขณะที่กำลังถ่ายด้วยความยากลำบาก เพราะขนาดตัวที่ไม่ธรรมดาของมัน พอกำลังจะเข้าโฟกัส ก็มีมือมากระตุกฟิน!! ตอนแรกพยายามจะไม่สนใจก็ยังกระตุกไม่หยุดหย่อน พอหันไปดู… มีทากปิ๊กกาจู้เดินอยู่ใต้ตัวผม!! พวกเราอยู่กับม้าน้ำแคระจนใกล้จะหมดเวลา no decompression limit เราก็ปรับระดับความลึกขึ้นมาที่ 20 เมตร ฟิลลิปส์ พาเราไปดูเจ้า pipefish หน้าตาประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวสีแดงจุดๆ มีแถบขาวอยู่ตรงหน้า ชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้ แต่สวยทีเดียว (ดิจิทะเล: เค้าเรียก Davao pughead pipefish (Bulbonaricus davaoensis)) เสียดายเวลา NDL ผมเหลือไม่พอที่จะถ่ายรูปเอาไว้ ก็เลยต้องว่ายขึ้นที่ตื้นขึ้นไปอีก สักพัก ฟิลลิปส์ว่ายมาเรียกผมให้ว่ายตามไปดู… เฮ้ยยยยย….นี่มัน Malibe Colemani !! เจอตั้งแต่ไดฟ์แรกกันเลยทีเดียว ผมงมถ่ายอยู่สักพักด้วยความยากลำบาก เนื่องจากลำตัวมันโปร่งแสง ดูแล้วเหมือนก้อนอะไรสักอย่าง พอเสร็จเรียบร้อยก็จบไดฟ์ขึ้นไปพักน้ำบนเรือ เฮฮากันไป เพราะเป้าหมายเราสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว

ทากทะเล Melibe Colmani เป้าหมายหลักของทริปนี้

ทากทะเล Melibe Colmani เป้าหมายหลักของทริปนี้

ภาพขยาย Melibe Colemani เห็นความใสสุดๆ ของตัวมันมั้ยครับ

ภาพขยาย Melibe Colemani เห็นความโปร่งแสงสุดๆ ของตัวมันมั้ยครับ

ฟิลลิปส์ถามว่าไดฟ์สองอยากไปที่ไหนต่อ ผมตอบแบบไม่ต้องคิดว่าที่เดิมนี่แหละ!! ผมลงไปเก็บภาพ pipefish แก้มืออยู่นานมาก เนื่องจากมันตัวเล็กและเลื้อยไปเลื้อยมาในปะการัง ต้องใจเย็นๆ รอจังหวะมันโผล่หน้าออกมา พอได้รูปที่โอเคแล้ว (จริงๆ แล้วคือ NDL หมด) เห็นฟิลลิปส์กวักมือเรียก ผมว่ายตามไปดู เฮ้ยยยย นี่มัน Dragon shrimp (Miropandalus hardingi) ที่สำคัญคือมันเป็นสีเขียว!! ผมเคยเห็นมันตามรูปต่างๆ ปกติจะเห็นแต่สีแดง เจ้ากุ้งมังกรจิ๋ว ที่ไม่ใช่ล้อบสเตอร์นี้ ผมพลาดกับมันมาหลายครั้งหลายครา เหมือนคนดวงไม่สมพงษ์กัน ได้มาเจอวันนี้ ตื่นเต้นหลายรอบมากฮะ ก่อนจบไดฟ์ฟ้ามืดพอดี ผมได้รูป Pygmy squid มาปิดท้ายไดฟ์เบาๆ อีกหนึ่งตัว

Davao pughead pipefish ปลาหายาก แต่เหมือนจะเป็นของหาง่ายของที่นี่

Davao pughead pipefish ปลาหายาก แต่เหมือนจะเป็นของหาง่ายของที่นี่

Dragon Shrimp สีเขียวที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

Dragon Shrimp สีเขียวที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

สรุปวันแรก… สำหรับผมเป็นเรื่องไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นักที่ได้เจอสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนถึงสามชนิดในวันเดียวกัน แถมยังเป็นตัวที่อยากจะเจอทั้งนั้นเลย คุ้มเหนื่อยกับการเดินทางจริงๆ ครับ กลับห้องมานอนหลับสบาย พรุ่งนี้เตรียมตัวออกไปบุกตะลุย Blue Hole แห่งดินแดนตากาล็อกกัน

  Part 3: The Blue Hole   

การเดินทางไป Blue Hole เราจะต้องข้ามฟากไปที่ฝั่ง Tablas ใช้เวลานั่งเรือไปประมาณเกือบสองชั่วโมง เรานัดกันเจ็ดโมงเช้า เตรียมอุปกรณ์ขึ้นเรือลำเล็ก นั่งกันไปสบายๆ พอกำลังเคลิ้มจะหลับ เรือกระแทกน้ำสาดกระจายเต็มตัว ตาสว่างในทันใด นั่งโยกกันไปอีกเกือบๆ ชั่วโมงก็มาถึงที่หมาย

ที่ Blue Hole นี้ ปากถ้ำอยู่ที่ 5 เมตร และทางออกอยู่กลาง wall ที่ความลึกเกือบ 30 เมตร พื้นทะเลจุดนี้อยู่ลึกมากจนมองไม่เห็นด้วยสายตา แพลนของการดำน้ำไดฟ์นี้คือ ต้องลงไปเช็คที่ปากหลุมตรง 5 เมตรก่อนว่ามีกระแสน้ำไหม ถ้าน้ำไหลเราจะลงปล่องถ้ำไม่ได้ เพราะกระแสน้ำดันขึ้น เป็นอันตรายถ้าฝืนดำลงไป ซึ่งต้องเปลี่ยนเป็น drift dive ปล่อยตัวไหลตามกระแสน้ำ ชมแนวปะการังแทนการลงปล่องถ้ำ แล้วเรือจะตามมารับที่จุดขึ้น

มองกลับขึ้นสู่ปากปล่องของ blue hole

มองกลับขึ้นสู่ปากปล่องของ blue hole

พอถึงปากช่อง ก็ได้เวลาเตรียมตัวขึ้นเขาใหญ่… ยังฮะ!! ถึงปากช่องของ Blue Hole ฟิลลิปส์ลงไปเช็คกระแสน้ำ แล้วให้สัญญาว่าโอเค พวกเราก็ว่ายตามลงไป ไร้กระแสน้ำสบายใจ เราใช้เวลาสักพักอยู่ที่ Blue Hole แล้วออกมาตัดขึ้นแนวปะการังน้ำตื้น ได้เจอเจ้าเต่ามาหนึ่งแว้บ ว่ายผ่านเราลงไปน้ำลึกโดยไม่สนใจพวกเราเลย โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ประทับใจ Blue Hole มากมายนัก รู้สึกเหมือนปล่อง chimney ที่หินใบ แต่ขนาดใหญ่กว่าประมาณ 3-4 เท่า หลังจากจบไดฟ์นั้นก็เลยตัดสินใจวิ่งเรือกลับมาดำ แถวๆ Romblon ดีกว่า

ข้อสังเกตุอีกอย่างคือ แถวๆนี้จะไม่ค่อยมีปลาครับ ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่ดำน้ำแล้วแทบจะไม่เจอปลาขนาดปกติว่ายเลย ดูเงียบเหงา วังเวงยังไงชอบกล

เนื่องจากกล้องใส่เลนส์ wide angle เอาไว้พร้อม พวกเราเลยขอจุดดำน้ำที่พอจะมีอะไรใหญ่ๆ ให้ถ่ายบ้าง จุดนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เราดำน้ำเมื่อวานมากนัก วิ่งเรือห่างกันไม่ถึง 5 นาที ด้านตื้นก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอเกิน 20 เมตรลงไป ผมรู้สึกเหมือนอยู่ที่สิมิลันครับ แต่เป็นสิมิลันเมื่อสิบปีที่แล้ว กัลปังหากอใหญ่ๆ ใหญ่กว่าตัวผม ไม่ใช่แค่กอเดียว แต่มีอยู่มากมาย และสภาพสมบูรณ์มากๆ ผมลองว่ายลงลึกไปดู เพราะมองเห็นกอใหญ่อีกกอนึงที่อยู่ลึกกว่า พอว่ายลงไปถึงก็เห็นอีกกอถัดไปอยู่ไม่ไกลมาก ว่ายไปอีกก็มีอีก เป็นแบบนี้อยู่สี่ห้ารอบ จนใกล้จะติด decom ก็เลยตัดสินใจกลับขึ้นมาหากลุ่ม

กอกัลปังหายักษ์ที่มีอยู่เยอะ แน่นเต็มไปหมด

กอกัลปังหายักษ์สภาพสมบูรณ์ที่มีอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด

ในส่วนของมาโคร ก็ยังมีอยู่มากมาย เช่น hairy shrimps และอื่นๆ ที่ผมไม่ได้สนใจมากนัก เนื่องจากวันนี้ใส่ wide angle ก็เลยแค่ว่ายโฉบๆ ไปดูแว้บๆ ผ่านๆ

หลังจากดำน้ำเสร็จเราก็ย้ายของมาเข้าพักที่ Malin Bar อย่างที่ควรจะเป็น พอเห็นห้องแล้วชอบกันมากครับ สะอาด สบาย วิวดี มีแอร์ ติดทะเล แต่ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมจริงจังเป็นร้านอาหาร เลยมีแค่ห้องแอร์กับห้องพัดลมอย่างละหนึ่งห้องเท่านั้นเอง พรุ่งนี้เราจะเปลี่ยนโหมดกลับเป็นมาโคร แล้วไปตามล่า Butterfly sea slug กันต่อครับ มาลุ้นต่อว่าจะได้เจอไหม

  Part 4: Full Macro mode   

วันนี้เราแพลนว่าจะดำน้ำจุดใกล้ๆ เน้นๆ เฉพาะตัวเล็กอย่างเดียวเท่านั้น โดยจุดดำน้ำ รอบๆ ที่พักของเรา สามารถดำได้มากมายหลายจุด ลักษณะจะเป็นแนวน้ำตื้นแล้วเป็น slope ตัดลึกลงไปพื้นลึกมากๆ แต่ส่วนใหญ่เราจะดำลึกสุดแค่ประมาณ 20 เมตรกว่าๆ เท่านั้นแล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นมา

เป้าหมายหลักของวันนี้คือ Butterfly Sea Slug อีกหนึ่งของหายาก ไดฟ์เช้าเราก็ยังพบสัตว์ต่างๆมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกุ้งซะมากกว่า อาจเป็นเพราะฟิลลิปส์เป็นชายหนุ่มรูปงามที่รักกุ้งเป็นชีวิตจิตใจ เวลาเค้าพูดถึงกุ้งแล้วแลดูมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก นอกจากกุ้งมากมายซึ่งส่วนใหญ่ตัวขนาดเท่าขี้ฝุ่น ก็มีนูดี้ทั่วๆ ไปอย่าง Pikachu (ทั่วๆ ไปเหรอ!!) และอย่างอื่นเล็กๆ น้อยๆ แต่ยังไม่เจอเจ้าผีเสื้อที่เราตามหา หลังจากจบไดฟ์แรก เราก็กลับมาพักน้ำกันที่โรงแรม

ตัวอย่างกุ้งของชอบของนายฟิลลิปส์ นี่คือตัวที่มีขนาดใหญ่แล้ว

ตัวอย่างกุ้งของชอบของนายฟิลลิปส์ นี่คือตัวที่มีขนาดใหญ่แล้ว

นี่ก็เป็นอีกผลงานการชี้ของฟิลลิปส์ กุ้งที่เค้ารัก ซึ่งตัวเล็กเป็นขี้ฝุ่น

นี่ก็เป็นอีกผลงานการชี้ของฟิลลิปส์ กุ้งที่เค้ารัก ซึ่งตัวเล็กเป็นขี้ฝุ่น

อีกหนึ่งการชี้ชวนจากฟิลลิปส์ ที่ต้องสารภาพว่าตอนกดถ่ายมาผมเห็นมันเป็นแค่จุดที่ขยับได้เท่านั้น

อีกหนึ่งการชี้ชวนจากฟิลลิปส์ ที่ต้องสารภาพว่าตอนกดถ่ายมาผมเห็นมันเป็นแค่จุดที่ขยับได้เท่านั้น

ไดฟ์ที่สองของวัน หลังจากผ่านมาแล้วเกือบๆ หนึ่งชั่วโมง ฟิลลิปส์ก็กวักมือเรียก โดยปกติถ้าไม่มีอะไรตื่นเต้น ฟิลลิปส์จะไม่เคาะเรียกหรือส่งสัญญาณใดๆ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ถึงจะชี้ให้ดู พอว่ายเข้าไปดูเราก็เห็นจุดๆ อะไรสักอย่าง พอเพ่งเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นตัวอะไรกำลังขยับๆ ปีกไหวๆ… โอ้วเยส… ในที่สุดเราก็ได้พบกับเจ้า Butterfly sea slug ตัวจ้อย กำลังเดินกระพือปีกสวยงามอยู่ ผมพยายามถ่ายอยู่นานมาก นอกจากมันจะเล็กมากแล้ว มันยังเดินตลอดเวลา ชีวิตลำบากมากครับ มันเป็นนูดี้ที่สวยมากเหมือนมีปีก และยิ่งเวลาตอนมันเดิน ปีกก็จะกระพือเป็นจังหวะ ถือว่าเป็นนูดี้ที่น่ารักสุดๆ อีกตัวเลยครับ

ทากผีเสื้อ butterfly sea slug ที่เดินกระพือปีกยังกับผีเสื้อจริง

ทากผีเสื้อ butterfly sea slug ตัวสวยที่เดินกระพือปีกยังกับผีเสื้อจริงๆ

หลังจากจบไดฟ์ เราตัดสินใจว่าวันนี้จะลองลง night dive กัน เนื่องจากฟิลลิปส์บอกว่า night dive ที่นี่ “อาจจะเป็นไดฟ์ที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้…” พอฟ้ามืดพวกเราเตรียมตัวพร้อม ลมเข้าครับ! คลื่นแรง ลมแรง ซึ่งไม่ปกติของที่นี่สักเท่าไหร่ ทริปนี้เรามากับดวงจริงๆ เมื่อตอนวันแรกก็มีเรื่องไม่ปกติมาแล้วรอบนึงคือแมงกระพรุนมากมายที่ไม่ได้มาเป็นตัวให้เห็นจะๆ แต่มาแบบเป็นเศษๆ สายๆ ที่มองไม่เห็น ซึ่งผมใส่ขาสั้นลง ก็เละสิครับ ด้วยเหตุนี้เราถึงควรจะแต่งกายให้มิดชิด เพราะนอกเหนือจากมันจะช่วยให้อุ่นแล้ว มันยังช่วยปกป้องเราได้จากสิ่งมีชีวิตที่เป็นพิษต่างๆ ได้ในระดับนึงอีกด้วย

กลับมาที่ night dive หลังจากประเมินสถานการณ์แล้ว เราก็ตัดสินใจไปกันเพราะจุดดำน้ำไม่ไกลจากฝั่ง แต่พอลงไปถึงพบว่าน้ำมีกระแส และเป็นsurge ลักษณะคือน้ำโยนกลับไปมาเหมือนไกวเปล วันนั้นโยกกันค่อนข้างแรงเลยทีเดียว ก็ยังพอดำกันได้แบบทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพมาโครอย่างยิ่ง ถึงอย่างนั้นก็ยังเจอของเยอะจริงๆ จากที่แพลนว่าจะลงไปจุ่มๆ ดูแป๊บเดียว กลายเป็นอยู่กันยาวเลยทีเดียว

pygmy squid เพิ่งจับกุ้งได้เป็นอาหารสดๆ ร้อนๆ

pygmy squid เพิ่งจับกุ้งได้เป็นอาหารสดๆ ร้อนๆ

การดำน้ำที่นี่จะไม่กำหนดเวลาแต่ละไดฟ์ ส่วนใหญ่จะดูเอาจากอากาศที่เหลือและเวลา NDL ที่เหลือซะมากกว่า บางไดฟ์เราอยู่กันไปเกินสองชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะเราดำจุดที่น้ำตื้นมาก ที่สำคัญมากคือทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองในการดูเวลา และอากาศของตัวเอง

วันที่เหลืออีกสองวันหลังจาก night dive คืนนั้นเราเลือกที่จะตามล่าเจ้าผีเสื้อกันต่อ และก็ไม่ผิดหวังครับ เราได้เจอทั้งหมดสามชนิด นับได้หลายตัวเลยครับ ตั้งแต่ตัวเล็กจิ๋วเป็นขี้ฝุ่น จนไปถึงตัวใหญ่หน่อยประมาณเมล็ดถั่วเขียว

Butterfly Sea Slug อีกสายพันธุ์ที่เราได้พบ ตัวนี้มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว

Butterfly Sea Slug อีกสายพันธุ์ที่เราได้พบ ตัวนี้มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว

Butterfly Sea Slug ตัวนี้ปลายปีกเป็นสีชมพูน่ารักเชียว

Butterfly Sea Slug ตัวนี้ปลายปีกเป็นสีชมพูน่ารักเชียว

วันสุดท้าย ลุงเดนิส เจ้าของ Marlin Bar มาส่งเราที่ท่าเรือเฟอร์รี่ เลยได้โอกาสคุยกันนิดหน่อย ลุงบอกว่าอยู่ที่นี่มาสิบปีได้แล้ว ล่องเรือผ่านแล้วรู้สึกชอบเกาะนี้เลยหาที่ปักหลัก ก่อนมาอยู่ที่นี่ ลุงใช้ชีวิตอยู่บนเรือมาสิบปี ล่องเรือมาเรื่อยๆ จาก Australia ผ่านตรงไหน ชอบตรงไหนก็อยู่นานหน่อย อยากคุยกับใครก็คุย ไม่อยากก็ไม่คุย ลุงอยู่กับภรรยามาตั้งแต่ปี 1970 ทำงานเก็บเงินแล้วก็ตัดสินใจออกมาใช้ชีวิต early retired ตอนอายุ 48 ด้วยการล่องเรือ ผมถามลุงว่าล่องเรือสิบปีไม่ทำงานเลยนี่ต้องมีเงินเก็บเยอะมากเลยใช่ไหม ลุงบอกก็เยอะพอควร ลุงออกมาท่องโลกสิบปีแล้วตอนนี้ก็ต้องกลับมาทำงานตอนแก่ แต่ว่าถ้าเก็บเงินมาเรื่อยๆ รอตอนแก่ค่อยเที่ยวร่างกายก็จะไม่อำนวยแล้ว อาจจะไม่ได้ล่องเรือเหมือนได้ที่ทำมา ก็ถูกของลุงแก ชีวิตเราใช้ไปเถอะครับก่อนที่มันจะสายเกิน ☺

ลุงเดนิสบอกว่าแกก็ดำน้ำเหมือนกัน แต่ไม่ชอบตัวเล็ก ชอบดำเรือจมมากกว่า ผมก็เลยถามว่าไปดำที่ Palawan เหรอ เพราะที่นั่นคือจุดที่มีเรือจมดังๆ ระดับโลกหลายลำ แกบอกเปล่า ดำไอ้ตรงเกาะหน้าบ้านที่เราไปดำมาสองวันนี่แหละ!! ลุงบอกว่าเรือจมลำนี้เป็นเรือ Cargo สมัยสงครามโลก ข้างในยังมีกระสุน มีระเบิด และของอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะเลย ฟังแล้วก็รู้สึกเสียดายมากๆ ที่ไม่ได้ลงไปดู ถึงแม้ว่ามันจะจมอยู่ที่ 40 กว่าเมตร แต่ก็อยากเห็นอยู่ดี เอาไว้รอบหน้าคงจะได้กลับมาลองดู (update : หลายเดือนผ่านมา ผมได้เจอแพททริค หนึ่งในสามพี่น้องเจ้าของร้าน Three P diving โดยบังเอิญที่ Anilao เค้าบอกว่าตอนนีจุดดำน้ำเรือจมนั้นได้หายไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เหลือซากเรือแล้ว เสียดายมากจริงๆ)

ที่ Romblon นี่เดินทางค่อนข้างลำบากกว่าที่อื่น และไม่มีสัตว์ใหญ่เลย คงจะไม่เหมาะกับมือใหม่ๆ ผมแนะนำเฉพาะนักดำน้ำที่มีประสบการณ์การดำมาโครมาอย่างโชกโชนแล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นมือใหม่หัดมาโคร ควรจะไปเริ่มที่อื่นก่อนเนื่องจากที่นี่มีของหายากระดับสิบอยู่หลายอย่าง ถ้ามาแล้วไม่รู้ถึงความเจ๋งของมันก็อาจจะคิดว่าเป็นตัวธรรมดา เหมือนเพิ่งเริ่มดำน้ำแล้วได้เจอฉลามวาฬหรือแมนต้าเลยในไดฟ์แรกๆ ก็คงจะไม่ตื่นเต้นสักเท่าไหร่เนอะ

ทากทะเลปิ้กกาจู้ที่เป็นของพื้นๆ ที่นี่ หันไปทางไหนก็เจอได้ง่ายๆ !!

ทากทะเลปิ้กกาจู้ของหายากระดับ 7-8 แต่ที่นี่ หันไปทางไหนก็เจอได้ง่ายๆ !!

ถ้าจะลองไป Romblon ก็แพลน Anilao ไปในทริปเดียวกันได้เลย เนื่องจากเมือง Batangas ที่เป็นท่าเรือนั้น สามารถต่อรถมาที่ Anilao ได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง และจะได้สัมผัสความเหมือนที่แตกต่าง ถ้าเทียบกันระหว่างสองที่แล้ว ถ้าไม่ได้ดำมาโครเจอสัตว์เดิมๆ จนเบื่อแล้ว ผมก็ยังแนะนำ Anilao เพราะการเดินทางที่สะดวกกว่ามาก แค่ต่อรถจากสนามบินมา 2-3 ชั่วโมง เรือที่ใช้ดำน้ำก็มีขนาดใหญ่กว่า พร้อมน้ำดื่ม กาแฟ ชา ผ้าเช็ดตัวเพรียบพร้อม และก็มีของหายากๆ ให้ได้เจออยู่ครับ

เฟอร์รี่ขากลับนี้เราได้นอนห้องเคบินสำหรับสี่คนโดยไม่มีปัญหาอะไรให้ลุ้นแล้ว เป็นการปิดทริปอย่างสงบ ทริปนี้เป็นทริปที่ผมได้เจออะไรใหม่ๆ หลายชนิดมาก ทะเลกว้างใหญ่ยังมีอะไรให้เราค้นหาอีกมากมายจริงๆ

ห้องเคบินสี่คนขากลับ ที่ไม่มีอะไรให้ลุ้นอีกต่อไป

ห้องเคบินสี่คนขากลับ ที่ไม่มีอะไรให้ลุ้นอีกต่อไป

About the Author

แยม"การถ่ายรูปให้ถ่ายในสิ่งที่เราชอบ ไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าคนอื่นจะชอบ” ประโยคหลักที่แยมยึดมั่นมาตลอดในการถ่ายภาพ การบอกเล่าเรื่องราวจากดวงตาคู่นึง สู่ดวงตาอีกหลายร้อยหลายพันคู่ เป็นหนึ่งในความสนุกที่แยมได้ค้นพบจากการถ่ายรูป ภาพของท้องทะเลจากแยม จึงแสดงท้องทะเลที่แยมหลงใหล ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ในการบอกเล่าเรื่องราว มี อิสระในความรู้สึก และไม่ยึดติดกับรูปแบบที่ตายตัว

View all posts by แยม

Share this: